ป.ป.ส. ขยายผลแอร์การบินไทยถูกจับขนเฮโรอีนที่ออสเตรเลีย พบรับงานผ่านกลุ่มรับหิ้ว ค่าจ้าง 8,800 บาท เร่งล่าเจ้าของบัญชีอวตาร “โรส”
จากกรณีการบินไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น หลังถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศ โดยยืนยันว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคล พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และหากผลสอบพบว่ากระทำผิดจริง จะดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดถึงขั้นให้ออกจากการเป็นพนักงาน
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังตำรวจออสเตรเลียจับกุมหญิงสัญชาติไทย อายุ 26 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกเรือในเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยตรวจพบเฮโรอีนมากกว่า 1 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในซับในกระเป๋าผ้า 12 ใบ ที่สนามบินเมลเบิร์น มูลค่าในตลาดมืดประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นขบวนการลักลอบขนยาเสพติดที่ใช้ลูกเรือเป็นผู้ลำเลียง
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยความคืบหน้า ว่า หลังได้รับการประสานจากตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ว่ามีการจับกุมลูกเรือสายการบินไทยที่เมืองเมลเบิร์น เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ได้เร่งแลกเปลี่ยนข้อมูลและเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมที่พักของผู้ต้องหาในประเทศไทย จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบภาพไรเดอร์นำกล่องพัสดุมาส่งที่คอนโด ในวันที่ 22 มิถุนายน 69 โดยในขณะนั้นแอร์สาวยังไม่กลับถึงที่พัก จึงฝากพัสดุไว้ที่ล็อบบี้ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะกลับมารับกล่องและนำขึ้นห้องพักด้วยตนเอง
นอกจากนี้ จากภาพกล้องวงจรปิดของคอนโดฯ พบว่ามีรถของบริษัทขนส่ง มาส่งกล่องพัสดุดังกล่าวจริง จากนั้นได้ประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ AFP และพบว่าแอร์สาวมีการโพสต์ในกลุ่มรับหิ้วของจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มปิด จากข้อมูลแชตพบว่ามีบัญชีชื่อ “โรส” ติดต่อเข้ามา โดยเสนอให้รับหิ้วกระเป๋า OTOP น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม เพื่อส่งไปออสเตรเลีย โดยอ้างว่าเป็นสินค้าไทย จากนั้นแอร์สาวและแฟนหนุ่มได้ตอบตกลงรับงานในค่าจ้าง 8,800 บาท ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าค่าจ้างดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบงานในลักษณะนี้หรือไม่
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ช่วงเช้าวันนี้ได้ประสานเข้าตรวจค้นบ้านพักในจังหวัดพะเยา โดยอยู่ระหว่างสอบปากคำมารดาของแอร์สาว พบว่าเธอกลับบ้านครั้งล่าสุดก่อนเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา และมีการส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปผ่อนรถที่เป็นชื่อมารดา โดยรถมีค่างวดประมาณ 8,000 บาท ทำให้เหลือเงินบางส่วนไว้ใช้จ่ายในครอบครัว จากการสอบถามเบื้องต้น พบว่าครอบครัวยังมีภาระหนี้ กยศ. รายได้ไม่มาก มีฐานะปานกลาง ประกอบอาชีพทำไร่ทำนาในต่างจังหวัด
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวต่อว่า แฟนหนุ่มของแอร์สาวรับทราบเรื่องการรับงานและการนำของออกนอกประเทศ แต่ภายหลังไม่สามารถติดต่อได้ จึงประสานเพื่อนแอร์ด้วยกัน ก่อนทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียจับกุมตัว ลักษณะพัสดุเป็นกล่องสีน้ำตาลขนาดใหญ่ ภายในมีกระเป๋าประมาณ 12 ใบ สูงประมาณ 1 ฟุต บางใบรูดซิปปิด บางใบเปิดอยู่ โดยเฮโรอีนถูกซ่อนอยู่ในเนื้อผ้ากระเป๋า และมีเพียง 2 ใบที่พบสารเสพติด น่าจะยู่ที่ 2 กิโลกรัม เนื่องด้วยตอนนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบของทางการออสเตรเลีย ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้สุ่มเปิดดูเพียงบางใบ จึงไม่พบสิ่งผิดปกติ ขณะที่ตามกฎหมายออสเตรเลีย การสื่อสารกับผู้ต้องหาจะจำกัดเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัวพนักงานผู้ส่งพัสดุ เพื่อสอบปากคำและขอให้เข้ามาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่โดยเร็ว ส่วนบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “โรส” ขณะนี้ถูกปิดไปแล้วหลังเกิดเหตุ คาดว่าเป็นบัญชีอวตาร แต่มีการใช้รูปบุคคลจริงในโปรไฟล์ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบตัวตน
พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า ยังไม่ปักใจเชื่อว่าแอร์สาวมีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการ ต้องตรวจสอบเจตนาและแรงจูงใจอย่างละเอียด โดยเฉพาะค่าจ้าง 8,800 บาท กับการขนของ 20 กิโลกรัม ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่กับ การรับหิ้วของมีความเสี่ยงสูง และเคยพบลักษณะคดีเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกเรือ
พ.ต.ต.สุริยา ระบุอีกว่า สำหรับแนวโน้มการลักลอบขนยาเสพติด พบว่าขบวนการเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้บุคคลเป็นการส่งผ่านพัสดุแทน เนื่องจากลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ โดยเฉพาะกลุ่มลูกเรือที่มีความน่าเชื่อถือสูง ประเทศไทยยังเป็นทางผ่านของยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งมีการนำสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาบรรจุภัณฑ์ก่อนส่งออก
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจค้นห้องพักไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นเพิ่มเติม หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญแฟนหนุ่มของผู้ต้องหามาให้ข้อมูล เพื่อขยายผลหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแฟนหนุ่มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ข้อมูลที่ให้ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ส่งพัสดุได้
ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ยังเข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหาที่จังหวัดพะเยา และสอบปากคำมารดา เบื้องต้นทราบว่า ผู้ต้องหากลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปผ่อนรถยนต์ ที่ใช้ชื่อมารดาเป็นเจ้าของ โดยมีค่างวดประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน
โดยมารดายังให้ข้อมูลว่า ลูกสาวยังมีภาระต้องชำระหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รายได้ไม่ได้สูงมาก และครอบครัวมีฐานะทั่วไป ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้การดูแลผู้ต้องหาตามสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะคนไทย
ขณะที่คดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย โดยผู้ต้องหายังไม่ได้รับการประกันตัว และคาดว่าภายในประมาณ 4 สัปดาห์ จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนทางคดีเพิ่มเติม ส่วนการสืบสวนของไทย ยังคงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจออสเตรเลีย เพื่อขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนยาเสพติดในคดีนี้ต่อไป

