เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมเส้นทางการเงินของนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือเสี่ยบิ๊ก อายุ 40 ปี นักธุรกิจระดับพันล้าน ประธานสโมสรฟุตบอลทีมเพื่อนตำรวจ ผ่านบริษัท บิลเลี่ยนอินโนเวเท็ค กรุ๊ป จำกัด และต้องสงสัยอาจจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครู และบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) จำนวน 2,500 ล้านบาท ว่า ในส่วนของ ปปง. ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว ซึ่งตนขออนุญาตยังไม่ตอบคำถามในเรื่องนี้ ขอเวลาอีก 2 วัน จึงจะสามารถตอบได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการ
“ขณะนี้เรามีความคืบหน้าในการตรวจสอบไปมาก ซึ่งต้องขอเป็นสัก 2-3 วัน จึงจะสามารถให้คำตอบถึงที่มาที่ไปของทรัพย์ได้ ที่ผ่านมา ผมเคยเรียนให้ทราบแล้วว่า อะไรที่ ปปง. ยังอยู่ระหว่างการทำงานผมจะไม่พูด แต่เมื่อทำเสร็จแล้วจึงจะพูด จึงจะเป็นข่าวได้ ดังนั้น เรื่องนี้จึงยังไม่ขอพูด”พ.ต.อ.สีหนาท กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาพรวมของหลายคดีมีคนในเข้าไปเกี่ยวข้อง ปปง. จะมีมาตรการอะไรที่จะป้องกันตั้งแต่ต้นทางหรือไม่ พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า ในส่วนของ ปปง. เราจะดูในเรื่องของการตรวจสอบทรัพย์สิน และการประสานงานกับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ แต่ถ้า ปปง. ทราบก่อนก็จะดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ทันที
เมื่อถามถึงกรณีหากยึดอายัดทรัพย์สินได้แล้ว จะมีการส่งให้ ป.ป.ช. หรือส่งให้พนักงานสอบสวนต่อไป เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ตามกฎหมายใหม่มีอยู่ 2 แนวทาง คือ ถ้ากรณีเป็นทรัพย์ที่ไม่มีผู้เสียหาย เราจะให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้ศาลเป็นผู้สั่ง ส่วนกรณีที่มีผู้เสียหายเราจะนำทรัพย์นั้นเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิฯ ก็ขอจะเป็นการให้ศาลเป็นผู้สั่งให้คืนทรัพย์แก่ประชาชนหรือชดใช้คืนให้กับประชาชน

