บช.ปส. แฉ เหลี่ยม อุทัย ทำลายมือถือ-เทยาลงขยะ รู้ข่าวแอร์มีนา โดนจับ หิ้วพรุ่งนี้ฝากขัง!
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ความคืบหน้าคดีลักลอบขนส่งพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษ (เฮโรอีน) ที่เกี่ยวพันกับคดีของ “แอร์มินา” ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว นายอุทัย คณาภิวัฒน์ อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาคนสำคัญซึ่งเป็นคนถือกล่องพัสดุไปส่ง
พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (รอง ผบช.ปส.) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นจากการสอบปากคำนายอุทัยยังคงให้การรับสารภาพ โดยขณะนี้ถูกควบคุมตัวไว้ที่ บช.ปส. เพื่อทำการสอบสวนขยายผลในเชิงลึก และพนักงานสอบสวนเตรียมจะควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ค.)
พล.ต.ต.สมบูรณ์ ระบุต่อไปว่า จากการตรวจสอบทางเทคนิคพบว่า นายอุทัยมีความชำนาญและรู้เห็นเป็นใจเกี่ยวกับการลักลอบขนส่งยาเสพติดในครั้งนี้อย่างเด่นชัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่พบเบาะแสว่า ทันทีที่มีการนำเสนอข่าวกรณีการจับกุมตัว “นางสาวมีนา” นายอุทัยได้รีบทำการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่ ทันที รวมถึงมีการทำลายยาเสพติดบางส่วนทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานในการเชื่อมโยงทางคดี แม้ว่าตัวผู้ต้องหาจะอ้างว่าเพิ่งลักลอบทำมาเพียง 3 ครั้งก็ตาม แต่พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามหลบเลี่ยงการสืบสวนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างแกะรอยข้อมูลดึงหลักฐานที่ถูกทำลายกลับคืนมา
นอกจากนี้ ในส่วนของการขยายผลหาตัวการใหญ่ที่ใช้ชื่อบัญชีปริศนาว่า “แป้งที่แปลว่าแป้ง” ที่มีพฤติกรรมทักชักชวนเหยื่อให้ “รับหิ้วของไปประเทศออสเตรเลีย” นั้น จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า บัญชีดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่จัดหาคนหิ้วของไปส่งยังประเทศปลายทาง ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับนายอุทัยที่ทำหน้าที่กระจายและส่งของในประเทศไทย ขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน ซึ่ง บช.ปส. อยู่ระหว่างการประสานข้อมูลขยายผลร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ส่วนเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ บช.ปส. เฝ้าระวังอยู่ก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น พล.ต.ต.สมบูรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจ ปส. มีการกวาดล้างและจับกุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มที่แฝงตัวมากับระบบโลจิสติกส์เอกชน, การซุกซ่อนผ่านสนามบิน รวมถึงกรณีที่เคยจับกุมลูกเรือแอร์โฮสเตสหรือสจ๊วต สำหรับเคสของนายอุทัยแม้เวลานี้จะยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงโดยตรงกับเครือข่ายเก่า แต่ บช.ปส. ได้บูรณาการและประสานข้อมูลร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ส. และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อนำพฤติการณ์ในคดีนี้ไปเปรียบเทียบเทียบเคียงกับแฟ้มคดีเก่าว่าเคยมีรูปแบบลักษณะเดียวกันรายใดบ้าง
พล.ต.ต.สมบูรณ์ ยังเผยถึงข้อมูลภูมิศาสตร์เส้นทางลำเลียงที่มีกระแสข่าวว่าส่งตรงมาจาก อ.เชียงคำ จ.พะเยา ยืนยันว่าเป็นความจริง ซึ่งในอดีตพื้นที่ อ.เชียงคำ เคยเป็นจุดที่มีการจับกุมยาเสพติดบิ๊กล็อตหลายล้านเม็ดมาแล้ว เนื่องจากมีภูมิประเทศเป็นแนวชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยต้นทางส่วนใหญ่ของยาเสพติดยังคงมาจากประเทศเมียนมา แต่ขบวนการนี้เลือกใช้วิธีแยบยลด้วยการเลาะตัดผ่านเข้ามาทางประเทศลาว ก่อนทะลวงข้ามฝั่งเข้ามาทาง อ.เชียงคำ เนื่องจากช่องทางตรงเข้าสู่ประเทศไทยด่านอื่นมีมาตรการสกัดกั้นที่หนาแน่น ทำได้ลำบาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) และกองกำลังทหารร่วมดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด
“จากการวิเคราะห์แผนประทุษกรรม ขบวนการนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านนั่งแท่นเป็นตัวการใหญ่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง แต่ลักษณะการทำงานของเครือข่ายนี้จะใช้วิธี ‘ตัดตอน’ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสาวไปถึงหัวเรือใหญ่ เช่น การว่าจ้างขนส่งผ่านระบบพัสดุโลจิสติกส์, การจ้างบุคคลสลับสับเปลี่ยนหน้ากันทำ, มีคนคอยรับช่วงต่อส่งไม้เป็นทอด ๆ รวมถึงกลุ่มคนที่ทำหน้าที่โอนเงินก็จะเป็นอีกชุดหนึ่งแยกต่างหาก ทำให้ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแต่ละคนไม่ได้ทำงานคนเดียวตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งนี่คือโจทย์สำคัญที่ชุดสืบสวนกำลังไล่ทลาย” รอง ผบช.ปส. กล่าว



