แนวตัดสินศาลออสซี่ นพดล ชี้ ปมแอร์รู้หรือไม่เป็นยาเสพติด บช.ปส.ยื่นฝากขังคนส่งผงขาวต่อศาล ขยายผลล่าตัวการใหญ่
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวให้ความเห็นผ่านบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อเร็วๆ นี้ กรณีของแอร์โฮสเตสไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุมในข้อหาลักลอบนำเข้าและครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายในออสเตรเลียว่า มีประเด็นน่าสนใจคือ ประเด็นแอร์โฮสเตสไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองขนไปหรือรับจ้างขนไปเป็นยาเสพติด ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร ตามกฎหมายของออสเตรเลีย เคยมีคดีสำคัญคดีหนึ่ง คือ คดี He Kaw The เขาอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเรา แล้วบินไปออสเตรเลียแล้วถูกจับกุม พร้อมยาเสพติดหนัก 3 กิโลกรัม อัยการก็ส่งฟ้องศาล
ประเด็นก็คือฝ่ายโจทก์ คือฝ่ายอัยการบอกว่ากฎหมายศุลกากรและกฎหมายอาญาเรื่องการนำเข้าหรือการครอบครองยาเสพติด เป็นความรับผิดเด็ดขาดคือแค่พิสูจน์ว่าเป็นคนครอบครอง เป็นคนนำยาเสพติดเข้ามาก็ผิดแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เจตนาภายในว่าคุณรู้ว่าคุณขนยาเสพติดหรือไม่ ฝ่ายโจทก์ถือว่าเป็นความรับผิดเด็ดขาด แต่ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์ไปที่ศาลฎีกา มีผู้พิพากษาประมาณ 7 ท่าน ท้ายที่สุดมีคำตัดสินในปีค.ศ.1985 หรือเกือบประมาณ 40 ปีแล้ว ศาลตัดสินว่ามาตราเกี่ยวกับการนำเข้าและการครอบครองยาเสพติดนั้น โจทก์จะต้องพิสูจน์เจตนาภายในด้วย เพราะฉะนั้น นัยของคำพิพากษาของศาลฎีกาของออสเตรเลียในคดีนี้วางบรรทัดฐานไว้ว่า ถ้าโจทก์ไม่พิสูจน์เจตนาภายใน ศาลก็จะพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะ โจทก์ก็เป็นฝ่ายแพ้ ศาลคงต้องยกฟ้อง เรื่องนี้จึงต้องติดตามต่อไปว่าจุดสำคัญในคดีนี้ก็คือ แอร์โฮสเตสคนนี้รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ตนเองขนไปนั้นคือยาเสพติด อันนี้คือสาระสำคัญ เรื่องนี้ต้องติดตามกันต่อไป
พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (รอง ผบช.ปส.) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นจากการสอบปากคำนายอุทัย อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาคนสำคัญ เป็นคนถือกล่องพัสดุไปส่ง ไปทำการตรวจค้นและชี้จุดเกิดเหตุเพิ่มเติม สืบเนื่องจากคำให้การของนายอุทัยอ้างว่า หลังจากตนนำพัสดุไปส่งให้กับเหยื่อภายในซอยเสือใหญ่ กทม. เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ฝ่ายเหยื่อไหวตัวทันและปฏิเสธรับพัสดุดังกล่าว นายอุทัยจึงเดินทางกลับไปรับพัสดุคืนมาวันที่ 26 มิถุนายน ก่อนนำกระเป๋าผ้าลายช้างบรรจุเฮโรอีนยัดใส่ถุงดำ นำไปโยนทิ้งไว้ริมถนนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ล่าสุดนายอุทัยยังคงให้การรับสารภาพ ขณะนี้ถูกควบคุมตัวไว้ที่บช.ปส. เพื่อสอบสวนขยายผลเชิงลึก และพนักงานสอบสวนเตรียมควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ค.)
จากการตรวจสอบทางเทคนิคพบว่า นายอุทัยมีความชำนาญและรู้เห็นเป็นใจเกี่ยวกับการลักลอบขนส่งยาเสพติดครั้งนี้อย่างเด่นชัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่พบเบาะแสว่า ทันทีที่มีการนำเสนอข่าวกรณีการจับกุมตัว “นางสาวมีนา” นายอุทัยได้รีบเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่ทันที รวมถึงทำลายยาเสพติดบางส่วนทิ้ง เพื่อทำลายหลักฐานการเชื่อมโยงทางคดี แม้ว่าตัวผู้ต้องหาจะอ้างว่าเพิ่งลักลอบทำมาเพียง 3 ครั้งก็ตาม แต่พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามหลบเลี่ยงการสืบสวนอย่างเป็นระบบ เจ้าหน้าที่กำลังแกะรอยข้อมูลดึงหลักฐานถูกทำลายกลับคืนมา ในส่วนของการขยายผลหาตัวการใหญ่ใช้ชื่อบัญชีปริศนาว่า “แป้งที่แปลว่าแป้ง” มีพฤติกรรมทักชักชวนเหยื่อให้รับหิ้วของไปประเทศออสเตรเลียนั้น จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า บัญชีดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลทำหน้าที่จัดหาคนหิ้วของไปส่งยังประเทศปลายทาง เป็นคนละกลุ่มกับนายอุทัยทำหน้าที่กระจายและส่งของในประเทศไทย ขบวนการนี้แบ่งหน้าที่กันทำเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน บช.ปส.อยู่ระหว่างประสานข้อมูลขยายผลร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ส่วนเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายเดิมบช.ปส.เฝ้าระวังอยู่ก่อนหน้านี้หรือไม่ พล.ต.ต.สมบูรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจปส. กวาดล้างและจับกุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มแฝงตัวมากับระบบโลจิสติกส์เอกชน การซุกซ่อนผ่านสนามบิน รวมถึงกรณีเคยจับกุมลูกเรือแอร์โฮสเตสหรือสจ๊วต สำหรับเคสของนายอุทัยแม้เวลานี้จะยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงโดยตรงกับเครือข่ายเก่า แต่บช.ปส.ได้บูรณาการและประสานข้อมูลร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส. และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อนำพฤติการณ์คดีนี้ไปเปรียบเทียบเทียบเคียงกับแฟ้มคดีเก่าว่าเคยมีรูปแบบลักษณะเดียวกันรายใดบ้าง ส่วนข้อมูลภูมิศาสตร์เส้นทางลำเลียงมีกระแสข่าวว่าส่งตรงมาจากอ.เชียงคำ จ.พะเยา ยืนยันว่าเป็นความจริง ในอดีตพื้นที่อ.เชียงคำ เคยเป็นจุดจับกุมยาเสพติดบิ๊กล็อตหลายล้านเม็ดมาแล้ว เนื่องจากมีภูมิประเทศเป็นแนวชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้นทางส่วนใหญ่ของยาเสพติดยังคงมาจากเมียนมา แต่ขบวนการนี้เลือกใช้วิธีแยบยลด้วยการเลาะตัดผ่านเข้ามาทางลาว ก่อนทะลวงข้ามฝั่งเข้ามาทางเชียงคำ เนื่องจากช่องทางตรงเข้าสู่ไทยด่านอื่นมีมาตรการสกัดกั้นหนาแน่น ทำได้ลำบาก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) และกองกำลังทหารร่วมดูแลพื้นที่เข้มงวด จากการวิเคราะห์แผนประทุษกรรม ขบวนการนี้มีความเป็นไปได้สูงจะมีชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านนั่งแท่นเป็นตัวการใหญ่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง แต่ลักษณะการทำงานของเครือข่ายนี้จะใช้วิธีตัดตอน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสาวไปถึงหัวเรือใหญ่ เช่น การว่าจ้างขนส่งผ่านระบบพัสดุโลจิสติกส์ การจ้างบุคคลสลับสับเปลี่ยนหน้ากันทำ มีคนคอยรับช่วงต่อส่งไม้เป็นทอดๆ รวมถึงกลุ่มคนทำหน้าที่โอนเงินก็จะเป็นอีกชุดหนึ่งแยกต่างหาก ทำให้ผู้ต้องหาถูกจับกุมแต่ละคนไม่ได้ทำงานคนเดียวตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง นี่คือโจทย์สำคัญที่ชุดสืบสวนกำลังไล่ทลาย



