ไวยาวัจกร ยื่นสภาทนาย คุ้มครองสิทธิวัดร่มโพธิธรรม พระ-ผู้ปฏิบัติธรรมเดือดร้อนหนัก คดีรุกป่า 754 ไร่

9.07.26 | 13:43 น.

วัดร่มโพธิธรรม ยื่นหนังสือร้องนายกสภาทนายความ ขอความเป็นธรรม-คุ้มครองสิทธิ พระสงฆ์และผู้ปฏิบัติธรรมกว่า 300 รูป เดือดร้อนหนัก

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน นายพีระพงศ์ ทิพโกมุท ผู้แทนจากวัดร่มโพธิธรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายและขอความอนุเคราะห์แนวทางคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน หลังได้รับความเดือดร้อนจากขั้นตอนบังคับคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินพิพาท

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากปัญหาแนวเขตที่ดินพิพาทรุกล้ำเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันคดีความเสร็จสิ้นในกระบวนการศาลแล้วและอยู่ในขั้นตอนการบังคับคดี ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าติดประกาศคำสั่งศาลและเตรียมขั้นตอนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ปฏิบัติธรรมที่พำนักศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ภายในวัดรวมกว่า 300 รูป ซึ่งกำลังประสบความยากลำบากเกี่ยวกับสถานที่พำนัก และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากความคลาดเคลื่อนของแนวเขตแผนที่ราชการ

นายพีระพงศ์ ทิพโกมุท ไวยาวัจกรวัดร่มโพธิธรรม เปิดเผยว่า การเดินทางมายื่นหนังสือต่อสภาทนายความในครั้งนี้ วัดขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลแต่ประการใด หากแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความช่วยเหลือจากองค์กรวิชาชีพด้านกฎหมาย ให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้คำปรึกษาตามกระบวนการของกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการของทุกฝ่ายเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

เนื่องจากพบว่าสภาพพื้นที่จริงของวัดตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชน รายล้อมด้วยหมู่บ้าน โรงเรียน และพื้นที่เอกสารสิทธิ์ เช่น น.ส.3 รวมถึง ส.ป.ก. แต่อยู่บนข้อมูลแผนที่แนวเขตระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ยังมีความแตกต่างกัน เช่น กรมป่าไม้ กรมที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยประเด็นสำคัญที่วัดร้องขอให้สภาทนายความตรวจสอบคือ 1.ตรวจสอบข้อกฎหมายเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลง (MOU) : บันทึกข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก. เมื่อปี พ.ศ.2546 ว่ามีผลทางกฎหมายอย่างไรในปัจจุบัน

Advertisement

2.ตรวจสอบเอกสารการกันพื้นที่ป่าไม้ : เอกสารสิทธิ์เกี่ยวกับการกันพื้นที่จำนวนประมาณ 600 ไร่ เพื่อเป็นที่พักสงฆ์ ตามเอกสารของกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2552

3.ตรวจสอบความสอดคล้องของแผนที่ราชการ : ตรวจสอบความถูกต้องตรงกันของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน แผนที่ราชการ และเอกสารที่ใช้ประกอบการดำเนินคดีทั้งหมด

4.พิจารณาช่องทางคุ้มครองสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ : หาช่องทางตามกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของวัด พระสงฆ์ แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรม และประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่า 300 ชีวิต

5.ให้คำปรึกษาและประสานรังวัดแนวเขตสากล : ให้คำปรึกษาในกรณีที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม และขอความอนุเคราะห์ช่วยประสานงานไปยัง กรมป่าไม้, กรมที่ดิน และ ส.ป.ก. ร่วมกันลงพื้นที่รังวัดพิสูจน์แนวเขตด้วยระบบหมุดฐานพิกัดมาตรฐานสากล (GNSS/UTM) เพื่อให้ได้ผลการรังวัดที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ด้าน ดร.ธนพลกล่าวภายหลังรับหนังสือร้องเรียนว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์มีภารกิจหลักในการผดุงความยุติธรรมและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับกรณีของวัดร่มโพธิธรรมที่มีพระสงฆ์และประชาชนเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบอย่างรอบคอบตามหลักนิติธรรม

หลังจากนี้ สภาทนายความจะมอบหมายให้คณะทำงานและทนายความผู้เชี่ยวชาญเร่งนำเอกสารหลักฐานทั้งหมด อาทิ เอกสารการสร้างวัด, มติ ครม. ปี 2538 และ 2552, คำพิพากษาทั้ง 3 ศาล, เอกสารสิทธิ์ น.ส.3 และแผนที่รังวัดต่าง ๆ ไปศึกษาอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความถูกต้อง โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป