11นร.หญิงกาญจนบุรีร้องปวีณา ถูกผอ.รร.จับหน้าอกนานนับปี เรื่องแดงชิงลาออก รมช.ศธ.สั่งสพฐ.สอบ-ลั่นเอาผิดวินัย อาญา

9.07.26 | 16:52 น.

 ผู้ปกครองร้องมูลนิธิปวีณาฯช่วย 11 นร.หญิงกาญจนบุรี ถูกผอ.รร.หื่นจับอก ลวงมาบ้านพัก ทำทีเรียกมาตัดผม ใช้ทำงาน ก่อนละเมิด ขู่ริบทุนหากแฉ ครูรู้แต่เมินช่วย แถมเตือนอย่าทำร.ร.เสียหาย  เจอเหยื่ออีกเพียบ ‘อัครนันท์’สั่งสพฐ.สอบ ลั่นเอาผิดวินัย-อาญา

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่มูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี ถนนรังสิต-นครนายก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี กลุ่มผู้ปกครองเด็กนักเรียนหญิง 11 ราย 11 ครอบครัว รวม 20 กว่าคน เดินทางจาก จ.กาญจนบุรี เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ว่า ลูกสาวอายุ 11-15 ปี ทั้ง 11 คน เป็นนักเรียนชั้น ป.5 – ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรีถูกผู้อำนวยการโรงเรียนกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ โดยใช้มือล้วงจับหน้าอก บางคนถูกกระทำตั้งแต่ป.3 แทบทุกวันเป็น 100 ครั้ง โดยผอ.รร.จะทำทีเรียกเด็กไปตัดผม ทำงานบ้าน หรือลองเสื้อผ้าที่บ้านพักครูในโรงเรียน ก่อนกระทำอนาจาร พร้อมข่มขู่ตัดทุนการศึกษา หากนำเรื่องไปบอกผู้อื่น

ต่อมา แม่ของด.ญ.รายหนึ่งสงสัยพฤติกรรม ผอ.รร.ที่ซื้อเสื้อกล้ามซับในมาให้เด็กเป็นประจำ โดยหักจากเงินที่รัฐบาลอุดหนุนค่าเสื้อผ้า-อุปกรณ์การเรียน จากนั้นขอเสื้อกล้ามซับในตัวเก่าของเด็กไป โดยไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร เด็กๆเคยแจ้งครูในโรงเรียนหลายคนแต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ แต่ครูกลับบอกเด็กนักเรียนผู้เสียหายว่า ให้เด็กๆ รักโรงเรียน อย่าทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง นอกจากนี้ เด็กหญิงทั้ง 11 คน ยืนยันมีเพื่อนอีกหลายคนตกเป็นเหยื่อ กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผอ.รร. ได้ยื่นหนังสือลาออกแล้ว แต่ผู้ปกครองเกรงว่าผอ.รร.จะหนีความผิด จึงยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ด้านนางปวีณา ได้ประสาน นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมารับเรื่องด้วยตนเอง พร้อมทั้งนางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิกา สพฐ. นา.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาประชุมร่วมกับนางปวีณาและผู้ปกครองเพื่อดำเนินการตรวจสอบ รวมทั้งนางปวีณาจะประสาน พ.ต.อ.มานพ น้ำประสานไทย ผกก.สภ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯพาทั้ง 11 ครอบครัวไปแจ้งความดำเนินคดีในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ซึ่งมูลนิธิปวีณาฯจะติดตามช่วยเหลือเด็กนักเรียนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

Advertisement

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ได้ดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1.ให้สพฐ. ตั้งกรรมการสอบผอ.รร. และให้ออกจากพื้นที่ไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตแล้ว 2. จะประสานกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่้นคงของมนุษย์(พม.) ร่วมกันฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาว โดยทั้งการสอบทางวินัย ผอ. และการฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กจะสั่งการสพฐ.ให้ทำโดยเร็ว และสพฐ.จะเร่งลงพื้นที่ใน 1-2 วันนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นแบ๊กอัพผู้ปกครองและเด็กๆ ในการต่อสู้คดี ถ้าผิดจริงจะดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาด จะถึงขั้นโดนไล่ออกและไม่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญอีกทั้งถูกดำเนินคดีอาญาด้วย รวมทั้งจะช่วยเหลือทางด้านกฎหมายกับครอบครัว

นางปวีณา กล่าวว่า ขอบคุณนายอัครนันท์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้และเดินทางมารับเรื่องด้วยตนเอง มูลนิธิปวีณาฯทำงานร่วมกับศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ มายาวนาน ขอฝากกระทรวงศึกษาดูแลดำเนินการทางวินัยร้ายแรงกับ ผอ.รร. ในส่วนเรื่องคดี มูลนิธิปวีณาจะติดตามอย่างใกล้ชิดร่วมกับ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เรื่องนี้จะต้องไม่ปล่อยให้คนชั่วร้ายลอยนวล

นายต้น พ่อของด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นป.5 ตัวแทนผู้ปกครอง กล่าวว่า วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตนได้ยินข่าวว่าผอ.รร. กระทำอนาจารล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนในโรงเรียนหลายคน จึงมาสอบถามลูกสาวก็แทบช็อก หลังลูกสาวบอกว่าเคยถูกผอ.กระทำ 3 ครั้ง ตั้งแต่ป.4 จำนวน 2 ครั้ง ผอ.เรียกไปตัดผมให้และตอนไปเอาชุดเนตรนารีที่บ้านพักครู ผอ.ใช้มือสองข้างล้วงเข้าไปจับหน้าอก ครั้งที่ 3 วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ผอ.เรียกไปเอากางเกงวอร์มที่บ้านพักแล้วล้วงจับหน้าอก

จากนั้นได้สอบถามกับนักเรียนคนอื่นๆ ในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ทำให้ทราบว่า ผอ.รร.กระทำอนาจารกับนักเรียนอีกกว่า 20 คน จึงไปสอบถามผอ.ที่โรงเรียน แต่ได้รับการปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ และยังกล่าวหาว่าเด็กๆ ติดโซเชียลแล้วคิดกันไปเอง ล่าสุด ทราบว่า ผอ.รร.ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเพื่อความสบายใจของทุกคน ไม่อยากทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง แต่ตนต้องการดำเนินคดีกับผอ.รร.ให้ถึงที่สุด จึงมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ

ผู้ปกครอง ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นป.6 กล่าวว่า ด.ญ.บีบอกว่าถูกผอ.ร.ร.ล้วงจับหน้าอกมาตั้งแต่ป.3 เพราะน้องตัวโตกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน จากนั้นโดนจับแทบทุกวันเรื่อยมานับ 100 ครั้ง โดยจะเรียกไปที่บานพักครู ให้ไปตัดผม ทำงานซักผ้า ล้างจาน ล้างห้องน้ำ บางครั้งให้เงิน 50-100 บาทเพื่อซื้อขนม นอกจากนี้ผอ.ยังสั่งซื้อเสื้อกล้ามซับในมาให้เด็ก โดยเรียกไปรับและลองสวมใส่ที่บ้านพักครูก่อนล้วงจับหน้าอกเด็ก แถมยังหักเงินค่าเสื้อกล้ามซับใน 40-50 บาทจากเงินที่กระทรวงศึกษาธิการให้เด็กๆเป็นค่าอุปกรณ์การเรียน 400 บาท

“ครั้งหนึ่งลูกสาวถูกเรียกไปตัดผม 3 วันติด คือวันที่ 10-11-12 มิถุนายน เด็กก็งงจะตัดผมอะไรทุกวัน ผอ.จะใช้กรรไกรเล็มปลายให้นิดเดียวแล้วก็จับหน้าอกก่อนจะปล่อยกลับบ้าน ตัดผมแต่ละครั้งผมก็ไม่เท่ากัน” ผู้ปกครอง กล่าว

แม่ของด.ญ.ซี (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี กล่าวว่า ครอบครัวเพิ่งย้ายมาเมื่อปีที่ผ่านมา ลูกสาวย้ายมาโรงเรียนนี้ตอนป.4 บอกว่า ผอ.มักจะดึงมือไปที่บ้านพักครูแล้วตัดผมให้ โดยอ้างว่าผมเริ่มยาวผิดระเบียบทั้งที่แม่เพิ่งพาไปตัดผม และยังชอบเรียกลูกสาวไปช่วยทำงานบ้าน ซักผ้า ล้างจาน แทบทุกวันตั้งแต่ ป.4 เทอม 2 เรื่อยมารวม 60-70 ครั้ง โดยผอ.จะถูกล้วงเข้าไปในเสื้อจับหน้าอก บางครั้งจับถอดเสื้อและถูกข่มขู่ห้ามไปบอกใคร มิฉะนั้นจะไม่ให้ทุนการศึกษา 3,000 บาท ที่ผ่านมาลูกไม่กล้าบอกแม่เพราะกลัวไม่ได้ทุนเรียนแล้วแม่จะลำบาก นอกจากลูกสาวแล้ว ยังมีเด็กนักเรียนหญิงอีกหลายคนถูกเรียกไปทำงานบ้านให้ครูแล้วก็ถูกกระทำเหมือนกัน

น.ส.ดี (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 เล่าว่า ถูก ผอ. เรียกไปตัดผมและจับหน้าอกตั้งแต่เรียนป.5 เรื่อยมาจนถึง ม.2 บางครั้ง ผอ.ให้เงินไปซื้อขนมบ้าง เคยไปขอความช่วยเหลือจากครูหลายคน ครูก็บอกว่าเด็กๆ ถูกทำตั้งแต่รุ่นแม่จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก็ให้พยายามหลีกเลี่ยง ไม่ไปหาผอ. หรือถ้าไปก็ให้ไปกันหลายๆ คน บางครั้งเดินอยู่ในโรงเรียนก็ต้องเจอ ผอ. เวลาผอ.เรียกก็ไม่กล้าขัดขืน และครูที่ไปขอความช่วยเหลือมักให้เด็กนำเอกสารไปให้ ผอ.เซ็น ทำให้ถูกกระทำบ่อยครั้ง ที่ผ่านมาไม่กล้าบอกพ่อแม่ กระทั่งผู้ปกครองทราบข่าว จึงรวมตัวกันร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ

เมื่อครูในโรงเรียนรู้ข่าวว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะเอาเรื่องผอ. ก็ส่งไลน์มาหาหนูว่า การที่ผู้ปกครองแจ้งความดำเนินคดี ครูประจำชั้นจะต้องถูกสอบก่อน ตามด้วยครูที่รู้ และในโรงเรียนต่อไป มีอะไรบอกก่อนจะได้ตั้งตัวทัน” และ “คิดจะทำอะไรครูรู้นะ เราต้องรักโรงเรียน ต้องช่วยโรงเรียนนะ” ซึ่งหนูคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของโรงเรียน ไม่น่าจะต้องกลัวโรงเรียนเสียชื่อเสียง เพราะเป็นเรื่องความผิดของตัวบุคคลมากกว่า” น.ส.ดี กล่าว