มติศาลรัฐรธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้ 4 แสนล. ไม่ขัดม.172 ปชน.ลุยเช็กยิบงบพลังงาน
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดประชุมแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้อง ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้การพิจารณาวินิจฉัยในวันนี้ศาลธรรมนูญไม่ได้มีการนัดที่จะออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย โดยหลังการวินิจฉัยและลงมติแล้วมีการเผยแพร่เป็นเอกสารข่าวชี้แจง
ต่อมาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ … (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้าง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า”(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงพิงการใช้พลังงานฟอสชิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
เอกสารข่าวฯ ระบุว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดลเทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์
รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ” 2.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ วงเงิน 200,000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคปชน. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พรรคได้ติดตามสัญญาณจากฝ่ายรัฐบาลว่ามีการคาดการณ์ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือไม่ พบว่าโครงการต่างๆ จะใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแม้แต่โครงการเดียว แต่ช่วงเพียง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับให้ข่าวจากรัฐมนตรีหลายคน ทั้งรมว.มหาดไทยและรมว.คมนาคม เกี่ยวกับโครงการจะเสนอขอใช้เงินกู้ดังกล่าว
เมื่อถามว่า หลังจากนี้โครงการต่างๆ ไม่เป็นประโยชน์จะตัดออกอย่างไร น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ต้องใช้กลไกของกมธ.วิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงินโดยเฉพาะ แต่ในกมธ.วิสามัญงบประมาณปี 70 สามารถใช้ช่องทางนี้ได้ เพราะหลายโครงการขอมาซ้ำซ้อน โครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในงบปี 70 มีกว่า 7,000 ล้านบาท ถ้า 200,000 ล้านบาทนี้ ยืนยันว่าใช้ได้แล้วก็ต้องพิจารณาความซ้ำซ้อนของโครงการ ยังมีอีกหนึ่งก้อนในรายการงบกลางปี 70 เป็นรายการค่าใช้จ่ายในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน เป็นโครงการมีมูลค่า 12,000 ล้านบาท ให้หน่วยงานต่างๆ มีเงินสะสมหรือมีเงินนอกงบประมาณ มาออกเงินคนละครึ่งกับรัฐบาล เพื่อจัดทำโครงการดังกล่าว วงเงินจะไม่ใช่แค่ 200,000 ล้านบาทแล้ว แต่จะเป็น 212,000 ล้านบาท
จึงกังวลว่าจำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าต้องตัดทางใดทางหนึ่ง ต้องทำอย่างไร เพราะ 200,000 ล้านบาทในพ.ร.ก.ไม่มีอำนาจไปยุ่งในวงเงิน นอกจากจะโหวตคว่ำพ.ร.ก.ได้ทั้งฉบับ แต่ในงบประมาณปี 70 ถ้า 12,000 ล้านบาทนี้ ซ้ำซ้อนกับ 200,000 ล้านบาทที่ออกโดย พ.ร.ก.ก็อาจจะตัดได้ทั้งโครงการเช่นเดียวกัน



