เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวถึงความคืบหน้า ในคดีที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องมือขวาคนสนิท ได้นำพยานหลักฐานและคลิปเสียงสำคัญเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. เเละอดีตเจ้านายเก่า ในข้อหา ร่วมกันทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้เจ้าพนักงานเชื่อว่ามีความผิดอาญาเกิดขึ้น ,ร่วมกันหมิ่นประมาท เเละ อั้งยี่กรณีมีคลิปเสียง”คดีสินบนทองคำแท่ง 246 บาท” จัดฉากให้เข้าใจว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นคนนำทองคำจำนวนนี้ไปติดสินบนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อช่วยเหลือคดีเว็บพนันออนไลน์และฟอกเงินของตัวเองว่า เรื่องนี้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามส่งสํานวนมาที่อัยการสอบสวน เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2569 ซึ่งเมื่อได้รับสำนวน ตนมีความเห็นเสนอไปยังอัยการสูงสุด ว่าคดีนี้มีการกระทําส่วนหนึ่งเกิดในประเทศไทยเเละ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นที่สถานทูตกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตามหลักเกณฑ์เเล้วต้องเป็นคดีนอกราชอาณาจักรตาม ป.วิอาญามาตรา 20 ซึ่งเป็นอำนาจอัยการสูงสุด
เมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาเเล้ว เห็นด้วยว่าคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร จึงมีคำสั่งเป็นคดีนอกราชอาณาจักร เเละตั้งผู้บังคับการกองปราบฯ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
เเต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและผู้ถูกกล่าวหาเป็นอดีตข้าราชการตำรวจระดับสูง เป็นคดีสําคัญ ตนจึงตั้งคณะทำงานอัยการลงไปร่วมสอบสวน
โดยตั้ง นายปรัชญา ทัพทอง รองอธิบดีอัยการสํานักงานการสอบสวน เป็นหัวหน้าคณะทํางาน พร้อมด้วยคณะทำงานที่มีอัยการที่มีความ เชี่ยวชาญ เเละเจ้าหน้าที่รวม 11 ราย โดยตนจะเป็นที่ปรึกษาของคณะทำงาน ซึ่งได้รายงานให้อัยการสูงสุดรับทราบแล้ว
ขั้นตอนต่อไปเราจะเรียกพนักงานสอบสวนกองปราบฯ มาประชุมวางแผนคดีว่าจะดําเนินการสอบสวนเพื่อให้ได้ความเป็นธรรมทั้ง 2ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้กล่าวหาหรือฝ่ายผู้ต้องหา
เพราะเมื่อเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ตามกฎหมาย การสอบสวนของคณะทำงาน คือการสอบสวนเพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งคดีแต่เพียงผู้เดียวตามกฎหมาย
ฉะนั้นเราต้องสอบให้ละเอียดชัดเจน เเละรัดกุม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีคลิปเสียงดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำพยานหลักฐานและคลิปเสียงสำคัญเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวก ในข้อหา ร่วมกันทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้เจ้าพนักงานเชื่อว่ามีความผิดอาญาเกิดขึ้น ,ร่วมกันหมิ่นประมาท เเละ อั้งยี่
โดยพฤติการณ์ในคำร้องระบุชัดว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้รับข้อมูลว่า มีการนำคลิปเสียงระหว่าง บิ๊กตำรวจ เเละ นายสามารถ กอนแก้ว หรือ “เอ็ดเวิร์ด” บุคคลคนสนิท มาเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งเนื้อหามีลักษณะร่วมกันวางแผนจัดฉาก สร้างพยานหลักฐานเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อ “โยนบาป” ให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ กลายเป็นผู้รับผิดชอบทองคำแท่งน้ำหนัก 246 บาท (มูลค่า 10 ล้านบาท) เพียงผู้เดียว โดยกล่าวหาว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นคนนำทองคำจำนวนนี้ไปติดสินบนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อช่วยเหลือคดีเว็บพนันออนไลน์และฟอกเงินของตัวเอง ซึ่งทาง พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยืนยันหนักแน่นว่า “เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง”
พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ตรวจพบพฤติการณ์ว่า มีการนำเอกสารอันเป็นเท็จไปให้เจ้าหน้าที่ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นผู้รับรองมาใช้ในแผนการนี้ด้วย เมื่อความผิดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นนอกประเทศไทย พนักงานสอบสวนจึงส่งสำนวนไปยังสำนักงานอัยการสอบสวนเพื่อพิจารณาส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งต่อมา อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดลงมาว่า คดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เเละดร.วัชรินทร์ ตั้งคณะทำงานอัยการลงไปร่วมสอบสวน
สำหรับสำนวนเรื่องสินบนทองคำซึ่งเป็นคดีหลักมีการดำเนินคดีในตอนเเรก แบ่งออกเป็น 2 สำนวน เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุคคลทั่วไป และกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะควบคุมอยู่
สำนวนเเรกเป็น สำนวนของพนักงานสอบสวน บก.ปปป.เป็นสำนวนหนา 45 แฟ้ม ส่งพร้อมความเห็นสมควรฟ้อง 4 ผู้ต้องหา ต่อ พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต
รายชื่อผู้ต้องหาที่เห็นสมควรสั่งฟ้องประกอบด้วย
1. พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
2. นายสมบัติ ธรธรรม อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. (ในขณะนั้น)
3. นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ คนจัดซื้อทองคำแท่ง
4. นายสุรสิทธิ์ แพเกิด คนขับรถประจำตัวของนายเอกวิทย์
ที่เห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องประกอบด้วย
1. นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด กอนแก้ว
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีกคนคือ นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. แยกไปอยู่ในส่วนกระบวนการของ “คณะผู้ไต่สวนอิสระ” ที่ตั้งขึ้นโดยประธานศาลฎีกา
สถานะคดีตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการเลื่อนนัดฟังคำสั่ง 18 ก.ย. นี้
เส้นทางที่ 2 เป็นสำนวนของ “คณะผู้ไต่สวนอิสระ“ที่ประธานศาลฎีกาได้แต่งตั้ง ขึ้นมาพิจารณาไต่สวนขอเท็จจริงก่อนส่งอัยการสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ
รายชื่อผู้ถูกเเจ้งข้อหา 4 คน ประกอบด้วย
1.นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ
2. พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล
3. นายสมบัติ ธรธรรม
4. นายสุรสิทธิ์ แพเกิด
สถานะคดีตอนนี้ทางคณะกรรมการไต่สวนอิสระให้ผู้ต้องหาชี้แจง เเละนัดไต่สวนทางการนัดแรก 27 ส.ค. ก่อนมีคำสั่งจะชี้มูลหรือไม่
สำหรับข้อหาหลักที่ คณะผู้ไต่สวนอิสระ เเละปปป.เเจ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นข้อหาเดียวกัน
ฝั่งผู้ให้ (ฝั่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับพวก) เป็นความผิดฐาน ร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่องใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิ่งการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 ร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิ่งการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561ตามมาตรา 176
ซึ่งในส่วนข้อหาที่ ปปป.เเจ้ง นี้ไม่มี กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ต้องหา เพราะตำรวจไม่มีอำนาจทำสำนวนส่งฟ้องกรรมการองค์กรอิสระโดยตรง
ส่วนสำนวนในมือคณะผู้ไต่สวนอิสระทางฝั่งผู้ให้จะเป็นข้อหาเดียวกับ ปปป.
ส่วนข้อหาฝั่งผู้รับ (นายเอกวิทย์-คนขับรถ) โดนฐาน เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงาน สอบสวน รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯตามมาตรา 201 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา 157
ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 2561 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ฯ ตามมาตรา 169 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจ
ในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯตาม มาตรา 172 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ตามมาตรา 173
เป็นกรรมการ พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลหรือคณะบคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมาย กระทำ
ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ต้องระวางโทษสองเท่าของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น และในกรณีที่บคคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรมให้ถือว่าเป็นการกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มาตรา 183
ส่วนนายสุรสิทธิ์ คนขับรถนายเอกวิทย์โดน ฐาน เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมายฯตามมาตรา 169 เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวนรับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 201 ประกอบมาตรา 86
เเละข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานอื่นๆ ตาม พ.ร.ป ป.ป.ช.

