คณบดีสังคมสงเคราะห์ฯ มธ. ยกเคส ‘บัญชีม้า-นายหน้า’ ชี้แม้แต่ทหารก็เป็นกลุ่มเปราะบาง ชวนทุกภาคส่วนหยุดวงจรติดคุกซ้ำ ร่วมสร้าง ‘ระบบคุ้มครอง’
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เวลา 10.30 น. ที่ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฝ่ายงานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนา “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือโดนผลัก !? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” สำรวจเส้นทางความเปราะบาง สถานการณ์จริงเรือนจำประเทศไทย
โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ., ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ., รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. และ ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.นิธิดา แสงสิงแก้ว อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
ทั้งนี้ เพื่อตีแผ่ปัญหาและร่วมหาทางออก ‘ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ’ ในยุคสมัยที่ไม่ว่าใครก็เสี่ยงกลายเป็น ‘ผู้กระทำความผิด’ ทั้งจากปัจจัยความกดดัน ความเปราะบาง-เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้แม้แต่เรื่องที่ดูเป็นกิจวัตร อย่างการรับพัสดุแทนเพื่อนบ้าน การยืมรถเพื่อนสนิทมาใช้ การรีวิวสินค้า-บริการ การโพสต์ข้อความ การรับสายจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก กด ATM ตามคำบอกปลายทาง หรือหิ้วสัมภาระเดินทางข้ามประเทศ ล้วนกลายเป็นความเสี่ยงต่อการติดคุกได้แทบทั้งสิ้น

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.อัจฉรา กล่าวในประเด็น ‘ชีวิตหลังพ้นโทษ ความท้าทายของกลุ่มเปราะบาง’ โดยชี้ว่า ความเปราะบางมีหลายประเภท อย่างความเปราะบางทางสังคม คนที่มีปัญหาเป็นแรงงานข้ามชาติ ก็ถือเป็นความเปราะบางอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับในซีรีส์เรื่อง ‘ทนายปีศาจ’ ที่ถูกกดขี่ แต่ไม่มีช่องทางช่วยเหลือ เนื่องจากเขาไม่มีใบประกอบอาชีพ
จากที่ตนเคยมีประสบการณ์ไปสัมภาษณ์ หลายร้อยคน เข้ามาในเรือนจำเพราะความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ในช่วงที่เกิดโควิด เขาเคยทำงานปกติ วันนึงค่าใช้จ่ายยังอยู่ แต่รายได้ไม่มีอีกต่อไป เขาไม่รู้จะทำยังไง มีเพื่อนพี่น้องที่เขาขายบริการทางเพศ ก็เลยทำตัวเป็นนายหน้าไปเลยแล้วกัน เก็บหัวละ 500 บาท
”วันหนึ่งมีน้องอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกตำรวจจับ ต้องติดคุก 18 ปี อีกคนหนึ่ง ‘บัญชีม้า’ ได้รับการแนะนำจากญาติหลายๆ คน ให้เปิดบัญชีม้า โดยจะให้ค่าเปิดแค่บัญชีละ 500 บาท เคสนี้รู้หรือไม่ ติดคุก 16 ปี”
“อีกเคส ข้าราชการ เอาเรือพาชาวโรฮิงญา ข้ามมาลงพื้นที่ประเทศไทย เขาบอกว่าได้รับการสั่งจากผู้บังคับบัญชา ใครจะคิดว่า ’นายทหาร‘ เป็นกลุ่มเปราะบางได้เหมือนกัน เมื่อเราไม่มีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง” รศ.ดร.อัจฉราชี้
รศ.ดร.อัจฉรากล่าวต่อว่า สิ่งนี้สะท้อนว่าทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม สามารถเป็นกลุ่มเปราะบาง ‘ขาข้างนึงเรามีสิทธิจะก้าวเข้าไปในคุกได้เช่นเดียวกัน’
ดังนั้น เราอาจไม่ได้มองว่า เขาทำผิดเพราะอะไร แต่ต้องมองถึง ’ประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา‘ บางคนไม่มีความรู้ว่า การส่งคนโรฮิงญาข้ามพรมแดน จะทำให้เขาติดคุกหลายสิบปี ซึ่ง ม.ธรรมศาสตร์ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้ส่วนนี้

รศ.ดร.อัจฉรากล่าวต่อว่า เมื่อได้รับการพิจารณาว่าผิด เข้าสู่เรือนจำ จะมีกลุ่มที่ยังไม่ถูกพิพากษา แต่ในประเทศไทย ถูกนำมาขังรวมกับผู้ต้องขังทั่วไป ซึ่งบางคนพ่อแม่ค้ายาเสพติด ลูกยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ไม่รู้เลยว่าเงินที่ส่งเรียนมาจากการค้ายา
“ปรากฏว่ามีเส้นเงินมาที่เขา เขาต้องอยู่ในเรือนจำ 1 ปี การเรียนเสียไปหมด มีคนมาริบตัวไปซักประวัติ เพื่อนและครูมองไม่ดี เราควรมีกระบวนการคุ้มครองเขาหรือไม่ ก่อนเข้าสู่เรือนจำ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ใช่คดีร้ายแรง ที่ประเทศไทยควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในอนาคต”
รศ.ดร.อัจฉราเผย
รศ.ดร.อัจฉรายังกล่าวถึง กรณีผู้อยู่เรือนจำเป็นระยะเวลานาน โดยยกตัวอย่างครึ่งหนึ่งของผู้ต้องขังในเรือนจำ จ.ลำปาง เป็นผู้ที่มีอายุ 60-69 ปี นอกจากมีปัญหาสุขภาพกาย ยังมีปัญหาสุขภาพใจ และบางคนมีปัญหาภาวะพิการบางอย่าง ซึ่ง facility ไม่มีอะไรสนับสนุนให้เขาได้มีชีวิตอยู่อย่างคนทั่วไป
“แน่นอนว่า การเข้าเรือนจำ คือการลงโทษ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เขาควรมีสิทธิรักษา ดูแลสุขภาพร่างกาย อาหารและยา รวมถึงในเรื่องการติดต่อญาติมิตร
“บางทีมีหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องโทษ ไม่มีโอกาสได้เจอลูก ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าง นอร์เวย์ จะมีห้อง ให้แม่และลูกได้เจอกันเป็นครั้งคราว รวมถึงมี Caregiver ที่ดูแล” รศ.ดร.อัจฉรากล่าว และว่า
อย่างไรก็ดี บางเคสมี Caregiver ฆ่าลูกตาย เพราะไม่มีระบบติดตาม คือวิธีที่จำเป็นในฐานะคณะสังคมศาสตร์ ปัจจุบันเรามี ‘โครงการกำลังใจ’ และได้เริ่มต้นที่เรือนจำ จ.ลำปาง ด้วยการจัดโครงการ ’โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำกลางลำปาง‘ ให้ความรู้ในการทำงาน เตรียมตัวเตรียมใจ เมื่อออกจากเรือนจำแต่เราไม่สามารถทำได้ลำพัง ควรร่วมมือกัน เป็นทั้งงานของ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงมหาดไทย และท้องถิ่น ที่จะมาร่วมกันกับ สถาบันทางการศึกษา เพื่อให้มีระบบ นักสังคมสงเคราะห์ ในการติดตาม ว่าเมื่อออกไปเขามีบ้านอยู่ มีงานทำหรือไม่ มีระบบแพทย์ มีสวัสดิการช่วยเหลือหรือไม่ ?
“เพราะบางคนออกไป มันครึ่งชีวิตของเขาแล้ว เขาไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ทำให้เกิดปัญหากระทำผิดซ้ำ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเป็นคนดี แต่โครงสร้างสังคมไม่เอื้อให้เขากลับมาเป็นคนดี เราลงโทษเขา แต่สังคมไม่จำเป็นต้องลงโทษเขา” รศ.ดร.อัจฉรากล่าว

รศ.ดร.อัจฉรากล่าวต่อว่า ในมุมสังคมศาสตร์ เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีมุมที่ดี และสามารถพัฒนาได้ จากมอตโต้สังคมสงเคราะห์โลก ‘ฉันเป็นฉันก็เพราะว่ามีเธอ’ คือเราทุกคนเท่ากัน ฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าไม่ใช่เขาเกิดมาเพื่อที่จะฆ่าคน เหมือนกรณี ‘ไอซ์หีบเหล็ก’ ที่ถ้าศึกษาเราจะพบว่าเขาเติบโตท่ามกลางความรุนแรง พ่อทำร้ายแม่ให้เห็นตลอดเวลา จนเขามองว่าเป็นเรื่องปกติ
เราพบว่าเด็กกว่า 90 % ในสถานสงเคราะห์เด็ก เติบโตมาจากความรุนแรง พ่อทำลายแม่ พ่อเลี้ยงข่มขืน ทำให้เขาต้องอยู่รอดในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม
“บางทีเราไปจับเขา เขาจะสะดุ้ง เหมือนสุนัขที่เคยถูกน้ำร้อนลวก เมื่อถูกทำร้ายเขาจึงมีสัญชาตญาณนึงติดตัวไป กว่าจะถึงจุดที่เขาเป็นนักโทษมันเกิดขึ้นเพราะอะไร ? เพราะ ‘ความเหลื่อมล้ำ โครงสร้างทางสังคม’ เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องกลับไปมองและแก้ไข”
รศ.ดร.อัจฉราเผยด้วยว่า เรามีนักสังคมสงเคราะห์ในราชทัณฑ์ แต่ด้วยปัจจุบัน จำนวนที่มีอยู่หลายแสนคน จากที่ควรจะได้ดูแลรายกรณี แต่ทำได้เพียงแค่บันทึกทะเบียน ยังไม่ทันแก้ไข ก็มีเรื่องร้องเรียน ใหม่เข้ามาแล้ว เราไม่สามารถทำให้คนๆ นึงดีขึ้นได้ ด้วยการใช้วิธีการ One Size Fits All เพราะเขาเข้ามาด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน

นักสังคมสงเคราะห์ไม่สามารถทำงานรายกรณีได้ กลายเป็นว่าจะต้องทำงานประสานงาน ส่งต่อหน่วยงานต่างๆ เช่น ติดยาเสพติดมา ก็ส่งบำบัด มีปัญหาสุขภาพจิต ก็ส่งนักจิตบำบัด ซึ่งปัจจุบันมีนักสังคมสงเคราะห์ 3,000 กว่าคนเมื่อเทียบอัตราส่วนเจ้าหน้าที่ 1 คน ต่อ ผู้ต้องขังประมาณ 600 คน ในขณะที่สหรัฐคือ 1 : 25
ดังนั้น การติดตามเคส เราต้องดูตั้งแต่ก่อนที่เขาเข้ามา มีปัญหาอะไร ? บางคนมีปัญหาการเงิน และเราต้องเตรียมพร้อมก่อนเขาออกไปด้วย
รศ.ดร.อัจฉรา ยังเน้นย้ำด้วยว่า สิ่งที่จะทำให้เขาไม่กลับไปติดคุกซ้ำ นอกจากสังคมจะโอบอุ้ม นโยบายของรัฐ จะต้องโอบอุ้มของคนเหล่านี้ด้วย ซึ่งประเทศไทยยังทำงานด้วยระบบ Silo อยากได้รับการคุ้มครองเรื่องอะไร ก็ต้องติดต่อเป็นหน่วยงานๆ ไป เช่น อยากได้บ้านพัก ได้งาน แต่ไม่มี One Stop Service ที่จะเชื่อมโยงในการให้บริการคนเหล่านี้
ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่รู้ว่าจะบอกว่า ‘ปฏิรูประบบราชการ’ ดีไหม? แต่คือการที่ถูกหน่วยงานต้องประสานส่งต่อ จัดสรรนักสังคมสงเคราะห์ให้เพียงพอ ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และพ้นโทษ




