อ.ธรรมศาสตร์ ชี้ ไทยจ่ายค่าเสียโอกาสมหาศาล ‘ 3 แสนล้านต่อปี!’ จูนทุกภาคส่วนมองใหม่ ผู้ก้าวพลาดคือ ‘แรงงาน’ ชวนสังคมให้โอกาส พากลับระบบแรงงาน กู้เศรษฐกิจชาติ – ไขที่มา ‘ธรรมศาสตร์’ ผงาด คว้าอันดับ 1 โลก SDG 16 ด้านความยุติธรรม
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เวลา 10.30 น. ที่ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฝ่ายงานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนา “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือโดนผลัก !? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” สำรวจเส้นทางความเปราะบาง สถานการณ์จริงเรือนจำประเทศไทย
โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ., ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ., รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. และ ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.นิธิดา แสงสิงแก้ว อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
ทั้งนี้ เพื่อตีแผ่ปัญหาและร่วมหาทางออก ‘ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ’ ในยุคสมัยที่ไม่ว่าใครก็เสี่ยงกลายเป็น ‘ผู้กระทำความผิด’ ทั้งจากปัจจัยความกดดัน ความเปราะบาง-เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้แม้แต่เรื่องที่ดูเป็นกิจวัตร อย่างการรับพัสดุแทนเพื่อนบ้าน การยืมรถเพื่อนสนิทมาใช้ การรีวิวสินค้า-บริการ การโพสต์ข้อความ การรับสายจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก กด ATM ตามคำบอกปลายทาง หรือหิ้วสัมภาระเดินทางข้ามประเทศ ล้วนกลายเป็นความเสี่ยงต่อการติดคุกได้แทบทั้งสิ้น

ในตอนหนึ่ง ผศ.ชล กล่าวในประเด็น ‘จากอันดับ 1 ของโลก SDG 16 สู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน’ โดยเริ่มจากคำว่า ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ คือคำที่สะท้อนวาระการพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมา เรายังต้องให้ความสำคัญกับคนถูกหลงลืมในกระบวนการหลักของสังคม โดยเฉพาะเรื่อง ‘กลุ่มเปราะบาง’ ที่กระจายไปยังเป้าหมาย SDG หลายข้อ
“ตราบใดที่ไม่มีสันติภาพ ย่อมไม่มีความยั่งยืน ถ้าถามว่า หน่วยงานราชการของไทย มีความพยายามทำให้สถานการณ์เหล่านี้ดีขึ้นหรือไม่ เราเห็นพัฒนาการอยู่เหมือนกัน เช่น ‘สัดส่วนการคุมขังก่อนได้รับคำพิพากษา‘ นั้น ลดลง แต่ก็มีช่วงที่กระโดดขึ้นมา
ส่วนประเด็นที่น่าสนใจคือ ’ความสามารถในการเข้าถึงระบบยุติธรรม‘ ซึ่งประเทศไทยทำงานเรื่องนี้เยอะมาก ถือว่าอยู่ในระดับค่อนไปข้างดี แต่ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกค่อนข้างมาก” ผศ.ชล กล่าว
ผศ.ชลกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่สะท้อน สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ คือ อัตราการติดเชื้อวัณโรค ซึ่งถ้าดูจาก ดัชนีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Index) ตัวที่เป็น ‘สีแดง’ โดยส่วนมากโรคนี้จะกระจุกตัวในกลุ่มผู้ต้องขังและแรงงานข้ามชาติ สะท้อนสภาพความเป็นอยู่เช่นเดียวกัน
ดังนั้น ถ้ามองในเชิง SDG ก็ต้องบอกว่า ยังมีอะไรให้ต้องทำอีกเยอะ ถึงแม้หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบจะมีความพยายาม แต่ยังมีอุปสรรค ไม่ก้าวหน้าพอสมควร

จากนั้น ผศ.ชลยิบหยกถึงประเด็น ‘ตั้งต้นดี วิสาหกิจเพื่อสังคม’ โดยมองว่า การขับเคลื่อนประเด็นผู้ก้าวพลาด ต้องมีภาคส่วนต่างๆ ร่วมมือ ในลักษณะเป็น ‘บัฟเฟอร์’ ตรงกลางระหว่างผู้ก้าวพลาด กับงานที่มีคุณค่า ซึ่งมีทาง ธนาคารกรุงศรีฯ ที่เข้าร่วม คือภาพใหญ่ที่ก้าวหน้า
ในฝั่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับเป็น “อันดับ 1 ของโลก” ด้าน SDG 16
(Peace, Justice and Strong Institutions) ประจำปี 2026 ไม่ใช่เพราะโชคช่วย ซึ่งมีเกณฑ์ที่สะท้อนหลายเรื่อง คือเราเป็นมหาวิทยาลัยผลิตนักศึกษาที่มี ความรู้เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) มากที่สุดในประเทศไทย
ประการที่ 2 เรามีงานวิจัยด้านนิติศาสตร์ ที่ค่อนข้างก้าวหน้า ภายในมหาวิทยาลัยเอง ก็มีการสร้างความตระหนักรู้ ทั้งในส่วนของ สภาเจ้าหน้าที่ และสภานักศึกษา ที่ให้มีการเลือกตั้งอย่างอิสระ
เรามีเสรีภาพทางวิชาการ เป็น Norm มาอย่างยาวนาน ที่สำคัญที่สุดคือมีหลายตัวชี้วัดที่เด่น อย่าง ‘การเป็นพื้นที่ที่เป็นกลางในการถกเถียงประเด็นอ่อนไหวทางสังคม’ หรือแม้แต่การส่งบุคลากรไปเป็นที่ปรึกษา ให้แก่ภาครัฐ เพื่อซัพพอร์ตนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ และท้องถิ่น เป็นต้น
ผศ.ชลกล่าวว่า ในมุมของ SDG เอง ส่วนที่มีสถานะวิกฤต (สีแดง) 3 ตัวคือ 1.คอร์รัปชั่น 2.การเวนคืนที่ดิน ที่เป็นไปอย่างถูกกฎหมายและได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม และ 3.การก่ออาชญากรรม แม้มีความพยายามของหน่วยงานรัฐ แต่ก็ยังอยู่ในระดับวิกฤต
ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนหลายตัว เช่น SCG5 เป็นเรื่องผู้หญิงและครอบครัว และ SDG16 เรื่องของอาชญากรรมและผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นจุดที่มีข้อมูลไม่สมบูรณ์ที่สุด หากมองในมุมของสหประชาชาติ ซึ่งสะท้อนกลับมาว่า แล้ว ‘หน่วยงานรัฐจะจัดการเรื่องความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างไร ?’ เพราะมันเป็นรากฐานของปัญหาหลายตัว ของผู้ต้องขัง ซึ่งข้อมูลยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร และเป็นโจทย์ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ผศ.ชลกล่าวต่อว่า เวลาเราพูดเรื่องผู้ต้องขับผ่านมุมสังคมสงเคราะห์ อาจไม่เข้าหูในมุมนักกำหนดนโยบายเสีย แต่หากมองในมุมนักเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลเชิง Labor Productivity โดยเฉลี่ยใน 1 ปี แรงงาน 1 คน (รวมทุกเซกเตอร์) ผลิตมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้ประมาณ 1.1 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งถ้าแยกออกมาเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร อยู่ที่ประมาณ 580,000 บาทต่อปี/ คน
“ลองคิดดูว่าถ้าคน 320,000 คนที่อยู่ในระบบราชทัณฑ์ ออกมา แล้วจะสามารถสร้างรายได้กับประเทศไทย คูณเข้าไป ‘ประมาณ 300,000 ล้านบาท/ปีเลยทีเดียว’ หากประมาณการง่ายๆ ตรงไปตรงมา
ดังนั้น จริงๆ แล้วเรื่องของการฟื้นฟูผู้ต้องขัง ไม่ใช่ปัญหาด้านสังคมสงเคราะห์หรือทางด้านนิติศาสตร์เพียงอย่างเดียว เป็น ‘ปัญหาด้านเศรษฐกิจ’ อย่างตรงไปตรงมา เพราะแปลว่าถ้าเราไม่สามารถพาเขากลับเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ นั่นแปลว่าประเทศมีค่าเสียโอกาส มหาศาล
ตีอย่างเต็มที่คือ 3 แสนล้านบาท ถ้าลดลงมาหน่อยก็คือ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี คือค่าเสียโอกาสที่ประเทศเผชิญอยู่ ในสถานะที่การคลังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ภาษีเราก็เก็บไม่ค่อยจะได้ นี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องมาให้ความสำคัญจริงๆ” ผศ.ชลเผย
ผศ.ชลกล่าวด้วยว่า เราควรจะสิ้นหวังกับการปฏิรูปภาครัฐแล้วหรือยัง ? เพราะเราพูดกันมานาน แต่ไม่เคยเกิดผลเสียที ในทางปฎิบัติหลายเคส หน่วยงานที่ไม่ใช่ภาครัฐ (Third Sector) กลับทำหน้าที่เป็นตัวประสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งโครงการหลวง ภาคประชาสังคม มหาวิทยาลัย ในการขับเคลื่อน เช่น อสม.ในชุมชนที่มีอยู่ทั้งประเทศ ภาควิสาหกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏ เราต้องมองทางเลือกอื่นบ้าง ให้องค์กรเหล่านี้มีมุมมองที่ถูกต้อง ในการช่วยดีลกับกลุ่มคนเหล่านั้น มันอาจมีแรงกระเพื่อมที่กว่างขวางกว่าเดิม

จากนั้น ผศ.ชลกล่าวถึง ประสบการณ์ตรงที่บ้าน เนื่องจากบ้านหลังที่อยู่หน้าปากซอย ลูกมักมีปัญหาเรื่องยาเสพติด เมื่อติดคุกแล้วพ้นโทษออกมา ปัจจุบันยังคงนั่งหน้าปากซอยทุกวัน มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในด้านหนึ่ง เมื่อมีโอกาสคุยกับคนละแวกนั้นพบว่าผู้ปกครองเองก็กลุ้มใจ แก้ไขไม่ได้จริงๆ ก่อนจะกลับเข้าคุกอีกครั้ง ดังนั้น ตนมองว่าโจทย์คือ ‘จะทำอย่างไรให้ชุมชนมีศักยภาพ’? และมีมุมมองที่ถูกต้องกับเรื่องนี้
ผศ.ชลชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Public Awareness เรื่องนี้มีน้อยมากๆ เมื่อคนตื่นรู้น้อย ก็จะส่งผลต่อสิ่งที่สังคมส่งให้ ‘นักการเมือง’ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย กลายเป็นนโยบายถูกกำหนดไปตามทิศทางที่นักการเมืองเข้าใจ
คำถามคือ ทำไมเป็นอย่างนั้น ’เราอาจทำงานกับสังคมน้อยเกินไป‘ ซึ่งจะเป็นปัจจัยในระยะยาว ในการเลือกตั้ง ตัวแทนเข้าไป ซึ่งตนมองว่า สื่อมีส่วนที่จะช่วยสร้างความเข้าใจ รวมถึงการทำงานกับสถาบันการศึกษา เราต้องการ ‘ผู้นำ’ ที่ตระหนักเรื่องนี้ ซึ่งต้องย้อนกลับมาที่การสร้างความตระหนักรู้ในสังคมให้ได้ เพื่อไม่ให้ย้อนกลับมาสู่จุดเดิม
“การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่การสอนเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ต้องทำให้คนเป็นคนที่เข้าใจในสังคมและโลก มี Empathy และมีหลักสิทธิมนุษยชน อยู่ในใจ เชื่อมั่นว่าคนทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงความต้องการพื้นฐาน ถ้ามีแนวคิดแบบนี้อยู่ในใจ จึงจะขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าได้ ต้องปรับฐานคิด ให้ไปสู่หลักสากลให้ได้ในทุกภาคส่วน ”
ผศ.ชลกล่าว



