คณะนายทหารนักเรียนหลักสูตรนายทหารพระธรรมนูญ รุ่นที่ 11 เข้าศึกษาดูงานด้านการดำเนินคดีอาญาและการให้คำปรึกษาทางกฎหมายของสำนักงานอัยการสูงสุด
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม นายชาติ ชัยเดชสุริยะ ผู้ตรวจการอัยการ เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดต้อนรับ พลเรือตรีหญิง นันทวัน นิลพงษ์ ตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ ในโอกาสนำคณะนายทหารนักเรียน หลักสูตรนายทหารพระธรรมนูญ รุ่นที่ 11 พร้อมเจ้าหน้าที่ รวม 37 นาย เข้าศึกษาดูงานด้านการดำเนินคดีอาญาและการให้คำปรึกษาทางกฎหมายของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีนายสุริยา สิทธิกรณ์ รองเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ และคณะ ร่วมเป็นวิทยากร ณ ห้อง 301 ชั้น 3 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
ผู้ตรวจการอัยการ กล่าวว่า การศึกษาดูงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม ในการพัฒนาศักยภาพกำลังพลด้านกฎหมาย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ และการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม (Rule of Law) รวมถึงการอำนวยความยุติธรรม (Justice) ให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในโอกาสนี้ สถาบันนิติวัชร์ และสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้โดยมีพนักงานอัยการเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับบทบาทภารกิจ และอำนาจหน้าที่สำนักงานอัยการสูงสุด ผ่านการบรรยาย 4 หัวข้อ ได้แก่ การซักถามเพื่อหาความจริงในการสืบสวนสอบสวนทางอาญาตามหลัก PEACE Model การพัฒนา Nitivajra e-Learning นิติวิทยาศาสตร์กับการดำเนินคดีอาญา และการตรวจร่างสัญญาของทางราชการ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแก่คณะนายทหารนักเรียน

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรนายทหารพระธรรมนูญ รุ่นที่ 11 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการปฏิบัติงาน ให้แก่ผู้เข้ารับการศึกษา ซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรจากหลากหลายเหล่าทัพ สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะหน่วยงานหลักด้านการดำเนินคดีอาญาและการให้คำปรึกษากฎหมายของรัฐ ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกก้าวสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จึงนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหารพระธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป


