DSI ยันลุยสอบ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. รวบรวมหลักฐานเพิ่มตามคำสั่งอัยการ ชี้ผู้ต้องหาอาจไม่หยุดแค่ 8 ราย รอผลวินิจฉัย กกต.ประกอบสำนวน ขณะไอติม-เป๋าไอลอว์เดินหน้าเปิดหลักฐานฮั้ว สว.
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม จากกรณีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 69 ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้งว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก จำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย กระทั่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 69 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่า ความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ได้เริ่มการพิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน69 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์เว้นจันทร์ (กรอบประชุมทั้งหมด 12 ครั้ง) เพื่อให้ กกต. มีเวลาในการดูข้อมูลเอกสารอย่างละเอียด รวมถึงอาจจะแบ่งพิจารณาตามกลุ่มจังหวัด หรือตามข้อกล่าวหา อาทิ กกต. ได้เริ่มพิจารณาในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการพิจารณาคดีจะออกพร้อมกันหมดทุกคน และเป็นการลงมติพร้อมกันในครั้งเดียว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 69 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมายืนยันว่า การพิจารณาคดีฮั้ว สว. มีความคืบหน้าไปพอสมควร โดยพิจารณาไปหลายข้อหา ตามที่ตั้งไว้ทั้งหมด 7 ข้อหา ขณะนี้เหลือส่วนปลีกย่อย ส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง พร้อมคาดว่าจะมีการพิจารณาในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 69 เนื่องด้วย ประธาน กกต. ได้วางไทม์ไลน์ว่าอยากจะให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 69 และคาดว่าคงไม่มีการขยายเวลาแล้ว แม้ว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอก็ตาม
แต่หาก กกต. สั่งการให้สอบสวนเพิ่มเติมก็เกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ขณะนี้จึงอยู่ที่มติของบอร์ด กกต. ว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไร ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วย
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว. นั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. รายงานว่า ตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.) และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต. ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริงของถ้อยคำให้การของพยานต่าง ๆ
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย (ประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 ราย) แต่อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวนการเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม ทั้งนี้ แต่ด้วยความที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนเข้ากับของสำนวน กกต. ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่ราย และเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยอีกว่า การดำเนินการของ กกต. และดีเอสไอเป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต. พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต. จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาม ระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต. ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน
ขณะที่แหล่งข่าวภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า จากเดิมที่ประธาน กกต. ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใดจากทั้ง 229 รายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว. ออกไปอีกเดือน ราว ๆ เดือนกันยายน 69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน จึงสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น

