อดีตรองอธิบดีคุก สะท้อนปมคดี ‘ไอ้ป๋อง’ ยก2 หลัก อาชญาวิทยา ชวนคิด ‘ประหารหรือขังลืม’ จี้อุดช่องโหว่
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดี กรมราชทัณฑ์ และอดีตผบ.เรือนจำพิเศษกทม.ได้โพส โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว สะท้อนใจคดี “ไอ้ป๋อง” ก่อเหตุฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย ชี้กระแสสังคมเรียกร้องโทษประหารอาจล้มเหลวในทางปฏิบัติ เนื่องจากกระบวนการลากยาวจนขาดผลข่มขู่ พร้อมตั้งคำถามถึงช่องโหว่กฎหมายที่ปล่อยให้อาชญากรหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำ เสนอทางออกอุดรอยรั่วด้วยการคุมขังไว้ในเรือนจำจนสิ้นอายุขัย
โดยระบุว่า จากกรณีเกิดเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ที่ไอ้ป๋อง อดีตนักโทษ ประทุษร้าย2 พี่น้องนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเสียชีวิต ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รับโทษประหารชีวิต ผู้คนในสังคมออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย
อันดับแรก ต้องมาดูเจตนารมย์ของการประหารชีวิตก่อน วัตถุประสงค์ในการประหารชีวิตมี 2 ประการหลักๆคือ
1. การกำจัดอาชญากรที่ก่อเหตุออกไปจากสังคมโดยถาวร
2. เป็นการข่มขู่ยับยั้ง ไม่ให้เกิดอาชญากรรายใหม่ โดยใช้อัตราความรุนแรงของโทษ เป็นเครื่องมือ
จากการศึกษาพบว่า ข้อดีของการประหารชีวิต คือประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องใช้ทรัพยากรของรัฐมาเลี้ยงดูแลอาชญากรเป็นระยะยาวนาน
สามารถข่มขู่ยับยั้งการเกิดอาชญากรรมรายใหม่ได้ระดับหนึ่ง แต่ย้ำว่าการข่มขู่ยับยั้งนั้นจะได้ผลหากการประหารชีวิตทำขณะเหล็กกำลังร้อน สังคมยังอยู่ในภาวะตระหนกต่อผลจากการก่ออาชญากรรมนั้น
แต่จะไม่ได้ผลเลย หากการประหารชีวิตมีขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านเป็นเวลานานจนผู้คนลืมเหตุการณ์นั้นแล้ว
สมัยที่เมืองไทยมีรัฐบาลจากคณะปฏิวัติ ได้มีการออกกฎหมายพิเศษให้หัวหน้าคณะปฏิวัติ มีอำนาจสั่งลงโทษประหารชีวิตอาชญากรได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลตามปกติ ยุคนั้นจึงมีการยิงเป้าจริง ตายจริง ข่มขู่ยับยั้งการกระผิดได้จริง ทำให้สังคมสงบเรียบร้อย อาชญากรหดหัวอยู่ในกระดองไม่กล้าก่อเหตุ
แบบนี้เรียกว่าบรรลุเจตนารมณ์ ของการประหารชีวิตโดยสมบูรณ์แบบ ทั้งการกำจัดตัวอาชญากรออกจากสังคม และการข่มขู่ยับยั้งอาชญากรรายใหม่
แต่เมื่อหมดยุครัฐบาลเผด็จการ เข้าสู่ระบบการเมืองปกติ กระบวนการพิจารณาคดี ก็จะเป็นไปตามครรลองปกติ การพิจารณาลงโทษประหารชีวิตอาชญากร อาจลากยาวไปจนถึงชัั้นศาลฎีกา ซึ่งใช้เวลายาวนาน และเมื่อคดีถึงที่สุดให้ประหารชีวิต ตัวจำเลยเองก็มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการทูลการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นพระอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นไปตามพระราชวินิจฉัย
ดังนั้น อาชญากรส่วนหนึ่ง จะรอดประหารในขั้นตอนนี้ แต่ก็มีบางราย ที่พระมหากษัตริย์ทรงยกฎีกา หมายถึงทรงมีพระราชวินิจฉัยแล้วไม่รับการขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษเด็ดขาดรายนั้น กรมราชทัณฑ์จึงจะดำเนินการประหารชีวิต
ขั้นตอนยิ่งรอบคอบ การใช้เวลายิ่งยาวนาน ถึงจะมีการประหารชีวิตจริง แต่สังคมอาจจะลืมเหตุการณ์อาชญากรรมครั้งนั้นไปแล้ว เพราะเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปนานหลายปี จนไม่รู้ว่าประหารชีวิตจำเลยในคดีใด
แบบนี้เป็นอันว่า เจตนารมย์ของการข่มขู่ยับยั้งอาชญากรสำหรับโทษประหารชีวิต จึงเป็นอันล้มเหลวไปเป็นประการที่ 1
ต่อมาเมื่อจำเลยเข้าสู่กระบวนการคุมขังไว้ในเรือนจำ ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ ซึ่งอาจมีการเลื่อนชั้น พักโทษ ลดโทษ หรืออาจได้รับพระราชทานอภัยโทษภายหลัง ตามวาระสำคัญๆ ซึ่งในที่สุดแล้วคนเหล่านี้ก็ เดินออกจากประตูคุก กลับสู่สังคม และบางรายก็กลับไปก่อกรรมทำเข็ญซ้ำอีก
เป็นอันว่าเจตนารมย์ในการกำจัดอาชญากรออกจากสังคมโดยถาวรสำหรับโทษประหาร ก็ล้มเหลวเป็นประการที่ 2
ไม่แปลกใจ ที่สังคมเขาคับข้องใจ เขาตั้งคำถามกับความกระพร่องกระแพร่งในการบังคับโทษ
ประเด็นชวนคิดคือ ไม่ว่าจะมีประหารชีวิตหรือไม่มีประหารชีวิต อย่างน้อยทำอย่างไร ระบบการลงโทษยังสามารถควบคุมตัวอาชญากรไว้ในเรือนจำจนถึงลมหายใจสุดท้าย ให้ความแก่ชราทำลายศักยภาพในการก่ออาชญากรรมของเขาจนหมดสิ้น ก่อนที่เขาตายจากโลกนี้ไป ก็ยังนับได้ว่าเป็นการกำจัดอาชญากรออกไปจากสังคมได้ มันอาจจะไม่มีผลในการข่มขู่ยับยั้งป้องกันอาชญากรรมรายใหม่ แต่ก็ยอมหลับตาหนึ่งข้าง ดีกว่าปล่อยให้ตัวอาชญากรเดินออกไปเย้ยหยันสังคมอีก
ช่องว่างช่องโหว่นี้ เกิดขึ้นจากขั้นตอนไหน และใครต้องรับผิดชอบบ้าง ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ หรือสภานิติบัญญัติ ลองช่วยกันคิดดูทีครับ
อย่างไรก็ตาม อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังได้โพสต์เรื่องราวเปรียบเทียบข้อถกเถียงในทางอาชญาวิทยา (Criminology) และอาชญาวิทยาเชิงกฎหมาย โดยนำชื่อและแนวคิดของ 2 นักอาชญาวิทยาระดับโลกในประวัติศาสตร์ มาจำลองผ่านฉากบาร์เหล้าและร้านน้ำชา เพื่อให้สังคมเข้าใจถึงรากฐานความคิดของการลงโทษอย่างเห็นภาพชัดเจน บทสนทนาดังกล่าว เป็นการประชันแนวคิดระหว่าง 2 สำนักความคิดหลัก ทางอาชญาวิทยา ได้แก่
1. ฝั่งบาร์เหล้า “Free Will” : ซีซาเร เบคคาเรีย (Cesare Beccaria)
ตัวแทนจาก สำนักอาชญาวิทยาดั้งเดิม (Classical School of Criminology) ที่ยึดถือแนวคิดเรื่อง “เจตจำนงเสรี (Free Will)” โดยเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีสติปัญญารู้ผิดชอบชั่วดี และมีสิทธิเลือกที่จะกระทำความผิดด้วยตนเอง ดังนั้น การควบคุมอาชญากรรมจึงต้องใช้การลงโทษที่ เด็ดขาด รุนแรง และได้สัดส่วน เพื่อให้เกิดผลในการ “ข่มขู่ยับยั้ง (Deterrence)” ไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นแบบอย่าง ดังเช่นภาษิตกฎหมายโรมันเกี่ยวกับการประหารชีวิตเพื่อเตือนสติสังคม
2. ฝั่งร้านน้ำชา “Determinism” : เซซาเร ลอมโบรโซ (Cesare Lombroso)
ตัวแทนจาก สำนักปฏิบัตินิยม (Positivist School of Criminology) ที่นำเสนอแนวคิด “นิยัตินิยม (Determinism)” โดยชี้ว่าพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากเจตจำนงเสรี 100% แต่ถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่เกิดด้วยปัจจัยด้านพันธุกรรม (Born Criminal) สภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูทางสังคม การลงโทษเพื่อแก้แค้นหรือการประหารชีวิตจึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และเสี่ยงต่อความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม



