เปิดตำรา ฆาตกรต่อเนื่อง เจาะเคส ‘ไอ้ป๋อง’ ถึง แอม ไซยาไนด์ ‘ปืน-ยาพิษ’ แต่จบที่ความตาย
ห้วงสัปดาห์ ที่ผ่ามมา เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กรณีการจับกุมแก๊ง “ป๋อง-ธง” พร้อมพวก ที่ก่อเหตุฆ่าฝังดิน 2 พี่น้องชาวรัสเซีย บริเวณเขาชีจรรย์ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนจะถูกตำรวจสืบสวนภาค 2 และตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว รวบตัวได้พร้อมอาวุธปืน
การขยายผลคดีนี้น่ากลัวยิ่งขึ้น เมื่อผู้ต้องหารับสารภาพเพิ่มเติม ถึงคดีค้างเก่าช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยแอบอ้างเป็นตำรวจเข้าไปอุ้มฆ่ายกครัว 3 ศพ (พ่อ แม่ และลูกสาว) ไปฝังดินในสวนมะพร้าวใกล้เคียงกันเพื่อทวงหนี้ ก่อนสังหารอย่างไร้ความเมตตา คำว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” กลายเป็นประเด็นหยิบหยกนำมาพูดถึงอีกครั้ง
คำว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” หรือ อาชญากร ใจเหี้ยมโหด คนส่วนใหญ่มักฉายภาพจำดั้งเดิมขึ้นมารวมกันโดยอัตโนมัติ นั่นก็คือ ชายฉกรรจ์ นัยน์ตาดุดัน อารมณ์คลั่งร้าย ที่ถืออาวุธไล่ต้อนเหยื่ออย่างป่าเถื่อนในซอยเปลี่ยว ดังโศกนาฏกรรมล่าสุดที่กำลังกระตุกขวัญคนไทยทั้งประเทศ
พฤติกรรมของนายป๋องและพวก ซึ่งเพิ่งพ้นโทษมาได้เพียง 2 เดือน ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “ฆาตกรชาย” ที่ใช้กำลัง อาวุธปืน ความเด็ดขาด และความรุนแรงในการเข้าจู่โจมเหยื่อที่ไม่ทันตั้งตัว เพื่อผลประโยชน์และการตอบสนองพฤติกรรมกร้าวร้าว
ในมิติทาง อาชญาวิทยา อาชญากรที่น่ากลัวและซับซ้อนที่สุด อาจไม่ได้มาในรูปของชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธปืน หากแต่ปรากฏกายในฐานะ “เพื่อนสนิท หรือผู้ดูแลที่แสนดี” ดังเช่นคดีสะเทือนขวัญ ของ “แอม ไซยาไนด์”
กรณีล่าสุด 4 สิงหาคม ศาลอาญาศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ 6 คดีของ สรารัตน์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” ถูกอัยการยื่นฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ
จากกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.จันทร์จิรา หรือ “ทราย” เพื่อนสนิทที่เสียชีวิตภายในคอนโดมิเนียมหรูย่านทองหล่อ ซึ่งโจทก์อ้างมูลเหตุจูงใจว่าเป็นการฆ่าเพื่อล้มล้างหนี้สินจากการเล่นแชร์และการกู้ยืมเงิน เนื่องจากจำเลยติดพนันออนไลน์เสียเงินกว่า 30 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญา ได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้ โดยพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า แม้จำเลยและผู้ตายจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และมีประเด็นเรื่องหนี้สิน แต่ผลการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ระบุเพียงว่าผู้ตายเสียชีวิตจากระบบหัวใจล้มเหลวหรือโรคประจำตัว โดย “ไม่ยืนยันว่าเสียชีวิตจากการรับสารพิษไซยาไนด์”
อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานโจทก์เบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือกระทำ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

การเบิกตัว “แอม ไซยาไนด์” จากทัณฑสถานหญิงกลางมาฟังคำพิพากษา สะท้อนภาพรวมคดีทั้งหมด 15 คดี (ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 14 คดี และพยายามฆ่า 1 คดี) ซึ่งปัจจุบันศาลพิพากษาประหารชีวิต 1 คดี, จำคุกตลอดชีวิต 2 คดี และยกฟ้องไปแล้ว 3 คดี
ปรากฏการณ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นถึง “ความยากและซับซ้อน” ในการพิสูจน์ความผิดของอาชญากรรมประเภทวางยาพิษ ซึ่งมักเกิดขึ้นในพื้นที่ปิด ไร้ร่องรอยการต่อสู้ และอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจจนยากจะหาพยานวัตถุมามัดตัวในทันที
ในบทความวิชาการเรื่อง “ปัจจัยในการฆ่าของฆาตกรต่อเนื่องหญิง” โดย ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ รองศาสตราจารย์ ดร.อุนิษา เลิศโตมรสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีพิมพ์ใน วารสารกระบวนการยุติธรรม (ปีที่ 16 ฉบับที่ 1) ได้นำเสนอ ปรากฏการณ์อาชญากรรมซ่อนรูป ไว้อย่างน่าสนใจ
งานวิจัยชี้ว่า แม้สถิติของฆาตกรต่อเนื่องหญิง จะมีจำนวนน้อยกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด แต่รูปแบบการก่อเหตุกลับมีความซับซ้อน แยบยล และตรวจจับได้ยากกว่ามาก เพราะพวกเธอไม่ได้อาศัยกำลังป่าก์ แต่ใช้ “ความไว้วางใจ” และ “ความใกล้ชิด” เป็นเครื่องมือสังหาร
เปิดตัวเลขสถิติเหยื่อของ ‘ฆาตกรต่อเนื่องหญิง’
- 58.2% คือ บุคคลในครอบครัวหรือญาติสนิท
- กลุ่มใหญ่ คือ ผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแล (เด็ก, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย) หรือคนใกล้ชิด
- เพียง 14.5% เท่านั้น ที่เป็นคนแปลกหน้า
ทั้งนี้เลขสถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่า ต่างจากฆาตกรชาย ที่ออกไล่ล่าคนแปลกหน้าหรือคนนอก ฆาตกรหญิง กลับลงมือกับคนที่รักและไว้ใจพวกเธอที่สุด ส่งผลให้การเสียชีวิตถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องของโรคประจำเป็นหรืออุบัติเหตุ เปิดโอกาสให้ลงมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ยาวนานโดยไม่มีใครสงสัย
ตรงข้ามกับฆาตกรชายที่มักใช้อาวุธปืนหรือกำลังบังคับเพื่อสนองความตื่นเต้นและแรงขับทางเพศ วิธีการสังหารยอดนิยมของฆาตกรหญิง ถูกเรียงลำดับไว้ดังนี้
- การวางยาพิษ (แนบเนียน ไร้ร่องรอยการต่อสู้ ดูคล้ายตายธรรมชาติ)
- การทำให้ขาดอากาศหายใจ
- การใช้อาวุธปืน
งานวิจัย ดร.ตฤณห์ ยังระบุว่า ถึงกรณีศึกษา ที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดี ในระดับสากลคือ คดีของ Genene Jones อดีตพยาบาลในสหรัฐฯ ที่แอบฉีดยาอันตรายให้เด็กและทารกในการดูแลจนเสียชีวิตหลายราย โดยอาศัยจังหวะวิกฤตทำทีเข้าช่วยชีวิตเหยื่ออย่างสุดความสามารถ เพื่อหวังได้รับการยอมรับและคำสรรเสริญ
จากการวิเคราะห์พบว่าเธอมีปมปัญหาครอบครัว และเข้าข่ายภาวะ Munchausen Syndrome by Proxy (การสร้างความเจ็บป่วยให้ผู้อยู่ใต้การดูแลเพื่อเรียกร้องความสนใจ)
แรงจูงใจที่ต่างกันคนละขั้ว
งานวิจัยอ้างอิงการศึกษาของ Harrison, Hughes & Gott (2019) และ Parker (2018) ระบุถึงแรงจูงใจหลักของฆาตกรต่อเนื่องหญิงไว้ 4 ประการ:
- ผลประโยชน์ทางการเงิน (เงินประกัน, มรดก, หรือการปลดหนี้สิน)
- ความรักในมุมมองที่บิดเบี้ยว
- ความเชื่อว่าตนกำลัง ‘ปลดปล่อยเหยื่อให้พ้นทุกข์’
- การฆ่าเพื่อปกปิดความผิดเดิม
ขณะที่ ฆาตกรชาย ขับเคลื่อนด้วย ความเกลียดชัง ความตื่นเต้น และแรงขับทางเพศ การลงมือของฆาตกรหญิงจึงมักผ่านการคำนวณ วางแผนอย่างใจเย็น และมุ่งหวังผลตอบแทนที่จับต้องได้มากกว่า
งานวิจัยยัง สรุปว่า การเป็นฆาตกรต่อเนื่องหญิง ไม่ได้เกิดจาก “โรคจิต” เพียงมิติเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์ของ ปมวัยเด็ก + ความรุนแรงในครอบครัว + บุคลิกภาพผิดปกติ + แรงกดดันทางสังคม และผลประโยชน์ ที่หล่อหลอมเข้าด้วยกัน
บทเรียนสำคัญ จากคดีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า “ฆาตกรไม่มีเพศ และความอันตราย ไม่อาจตัดสินจากภาพลักษณ์” กระบวนการยุติธรรม ต้อง ยึดข้อเท็จจริงและนิติวิทยาศาสตร์ เป็นหัวใจของการสืบสวน จะพาผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม !!
ขอบคุณข้อมูล วารสารกระบวนการยุติธรรม



