DSI เผยขั้นตอนหลังศาลยกฟ้อง เปิดเกณฑ์เยียวยา พิ้งกี้-แม่-พี่ชาย ได้ค่าทดแทนเท่าไหร่ หากเป็นแพะคดีอาญา 

14.08.26 | 15:02 น.

โฆษกดีเอสไอ เผยขั้นตอนหลังศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง พิ้งกี้-แม่-พี่ชาย คดีแชร์ลูกโซ่ Forex-3D

 


เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (เนื่องด้วยดีเอสไอเป็นเจ้าของสำนวนคดีแชร์ลูกโซ่ Forex-3D ในชั้นพนักงานสอบสวนก่อนสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษ) เปิดเผยถึงเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พิพากษาคดีฉ้อโกงแชร์ Forex-3D ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายอภิรักษ์ โกฎธิ ผู้บริหาร กับพวกรวม 24 ราย รวมถึง น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือพิ้งกี้ นักแสดงชื่อดัง, นางสรินยา ไชยเดช มารดา และนายกิตติเชษฐ์ หรือสรายุทธ ไชยเดช พี่ชาย เป็นจำเลย ซึ่งใช้เวลาเกือบ 8 ชั่วโมง สั่งยกฟ้องพิ้งกี้ สาวิกา พร้อมแม่และพี่ชาย ส่วนอภิรักษ์กับพวกรวม 5 ราย ศาลสั่งจำคุกคนละ 49,110 ปี พร้อมสั่งปรับ 2 บริษัท รายละ 4,911 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย

จากนั้นในช่วงค่ำวันเดียวกัน มารดาและพี่ชายของพิ้งกี้ ได้ถูกปล่อยตัวออกจากทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษว่า ภายหลังจากที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้ง 3 ราย กระบวนการหลังจากนี้ พนักงานอัยการในฐานะโจทก์ จะต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ ซึ่งถ้าหากอัยการจะไม่อุทธรณ์คดี ก็จะต้องส่งรายงานหนังสือมาสอบถามอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 จึงจะเป็นขั้นตอนของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าจะเห็นแย้งกับพนักงานอัยการที่ไม่อุทธรณ์คดีหรือไม่ ทั้งนี้ หากอัยการในฐานะโจทก์ไม่อุทธรณ์คดี แต่อธิบดีดีเอสไอเห็นแย้งว่าต้องอุทธรณ์คดี ปลายทางสุดท้ายก็ต้องส่งไปสอบถามยังอัยการสูงสุดให้เป็นผู้มีคำสั่งชี้ขาดต่อไป

Advertisement

ด้าน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และในฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยถึงเกณฑ์การช่วยเหลือจำเลยหรือแพะในคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ว่า สำหรับกรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีการพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 ราย (พิ้งกี้ มารดา และพี่ชาย) โดยเป็นกรณียกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ในทางกฎหมายก็ยังไม่ถือเป็นการตัดสิทธิ หรือขาดซึ่งคุณสมบัติในฐานะจำเลยในคดีอาญา ที่สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาได้ แต่ตามหลักการแล้ว การพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาในกฎหมายดังกล่าว จะต้องยึดจากคำว่า “คดีถึงที่สุด” จึงหมายความว่าในคดีดังกล่าวนี้ก็จะต้องรอดูว่าพนักงานอัยการในฐานะโจทก์ จะมีการอุทธรณ์คดีหรือไม่

นายธีรยุทธกล่าวว่า ถ้าหากมีการอุทธรณ์คดีเกิดขึ้น ก็จำเป็นต้องรอให้กระบวนการถึงศาลอุทธรณ์อีกเช่นเดียวกัน เพื่อรอดูคำพิพากษาในส่วนของศาลอุทธรณ์ต่อไป แต่ถ้าหากอัยการในฐานะโจทก์ไม่มีการยื่นอุทธรณ์คดี อัยการก็ต้องทำหนังสือสอบถามไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าเห็นแย้งหรือไม่กับการที่อัยการไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว ก็จะต้องรอดูความเห็นของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเช่นเดียวกัน จึงทำให้การจะจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาจำเลยหรือแพะในคดีอาญา จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าหากท้ายสุดแล้ว คดีไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ ทางจำเลยก็สามารถไปคัดเอาเอกสารรับรองคดีถึงที่สุดแล้ว พร้อมคำพิพากษาศาลที่ยกฟ้อง มายื่นประกอบการขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาได้

นายธีรยุทธกล่าวต่อว่า ปกติแล้วหากจำเลยมีการยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาช่วยเหลือตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะเป็นกรณียกฟ้อง หรือยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยก็ตาม คณะกรรมการก็จะมีการประชุมเพื่อดูรายละเอียดทางคดีประกอบด้วย คำพิพากษาของศาลว่ามีการบรรยายอย่างไรหรือไม่ว่าจำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจริง พฤติการณ์คดีเป็นอย่างไร จึงต้องย้ำว่า กรณีศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ก็ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิคุณสมบัติที่บุคคลจะขอยื่นรับเงินช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมายฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็ได้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาแพะและจำเลยในคดีอาญา

นายธีรยุทธกล่าวต่อว่า ทั้งกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง และกรณีที่ศาลพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยมาแล้ว เพียงแต่ว่าใจความสำคัญ คือ ข้อเท็จจริงในคดี และคำบรรยายที่ศาลได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลนั้นๆ มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจริงหรือไม่ และสมควรได้รับการเยียวยาหรือไม่ ซึ่งถ้าหากว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดในคดีเลย ก็มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาในฐานะจำเลยหรือแพะในคดีอาญา ทั้งนี้ จำเลยที่มีสิทธิจะได้รับค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายตามกฎหมายฉบับนี้ ต้อง 1.เป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ 2.ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี 3.ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดีหรือปรากฎตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด

สำหรับเนื้อหาสาระสำคัญภายในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ที่ใช้ในปัจจุบัน ระบุไว้ว่า จำเลยหรือแพะ คือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ ถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดี และมีการถอนฟ้อง หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องว่า ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

สำหรับ กรณีไม่เสียชีวิต ประกอบไปด้วย ค่าทดแทนการถูกคุมขัง วันละ 500 บาท คำนวณจากวันที่ถูกคุมขัง ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 80,000 บาท ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดที่ทำงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี อย่างค่าทนายความ (ไม่เกินอัตราที่กำหนด) ค่าใช้จ่ายกรณีอื่น ไม่เกิน 20,000 บาท

ส่วน กรณีหากเสียชีวิต จ่ายค่าทดแทนไม่เกิน 300,000 บาท (รวมถึงค่าจัดการศพ ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเสียหายอื่น) โดยจะต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลสุดท้ายตัดสินยกฟ้อง ส่วนหลักฐานที่สามารถใช้ยื่นขอรับความช่วยเหลือ คือ บัตรประชาชน สำเนาหมายขัง หมายจำคุก และหมายปล่อย หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด สำเนาคำพิพากษาของทุกชั้นศาล สำเนาหนังสือสัญญาจ้างว่าความ (กรณีที่ไม่ใช่ทนายขอแรง)

ทั้งนี้ กรณีเสียชีวิต จะต้องใช้หลักฐานเช่น สำเนาใบมรณบัตร สำเนารายงานการชันสูตรพลิกศพ เป็นต้น โดยช่องทางการยื่นคำขอ สามารถยื่นได้ที่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถยื่นได้ที่สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา (สชง.) กรมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โทร 0-2141-2841 ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัด สามารถยื่นได้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สายด่วนออนไลน์ โทร 1111 กด 77