เจาะลึกเบื้องหลัง อิสรภาพ เล่าต๋า แสนลี่ โทษจำคุกตลอดชีวิต สู่วันที่พ้นคุก ในเวลาไม่ถึง 10 ปี

16.08.26 | 15:01 น.

เจาะลึกอิสรภาพ “เล่าต๋า แสนลี่” จากโทษจำคุกตลอดชีวิต สู่วันที่พ้นคุกในเวลาไม่ถึง 10 ปี

ชื่อของ เล่าต๋า แสนลี่” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังอดีตราชายาเสพติดวัย 86 ปี ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 การพ้นโทษของ นายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติดวัย 86 ปี ได้สร้างกระแสความสงสัยในสังคมอย่างกว้างขวาง ว่าเหตุใดผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ที่ได้รับโทษ “จำคุกตลอดชีวิต” จึงได้รับการปล่อยตัวหลังรับโทษจริงเพียงประมาณ 9 ปี 10 เดือนเท่านั้น


จากจำคุก “ตลอดชีวิต” สู่โทษที่เหลือไม่ถึง 9 ปี

เล่าต๋า แสนลี่ เข้ารับโทษในเรือนจำเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 แต่เส้นทางในเรือนจำของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่คำพิพากษา “จำคุกตลอดชีวิต” เพราะตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขัง มีการลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง ภาพของชายชราวัย 86 ปีที่เดินออกจากเรือนจำ จึงเป็นบทสุดท้ายของชีวิตในเรือนจำที่ยาวนานเกือบ 10 ปี

หากไล่เรียงเป็นเส้นทางจะเห็นภาพการลดโทษได้ชัดเจนขึ้น 

ครั้งที่ 1-2 ในปี 2563 : โทษจำคุกตลอดชีวิตถูกกำหนดเป็นระยะเวลา 44 ปี 5 เดือน ก่อนมีการลดโทษเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์สำหรับผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี ทำให้เหลือประมาณ 35 ปี 6 เดือน

ครั้งที่ 3 ในปี 2564 : การลดโทษในฐานะนักโทษชั้นกลาง ทำให้กำหนดโทษลดลงมาเหลือ 25 ปี 3 เดือน

Advertisement

ครั้งที่ 4 ในปี 2564 : เมื่อได้รับการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดี โทษถูกลดลงอีก เหลือ 17 ปี 8 เดือน

ครั้งที่ 5 ในปี 2568 : เล่าต๋า ก้าวขึ้นสู่ชั้นนักโทษชั้นเยี่ยม และได้รับการลดโทษจนเหลือ 12 ปี 1 เดือน

ครั้งที่ 6 ในปี 2569 : การพระราชทานอภัยโทษครั้งล่าสุด ทำให้กำหนดโทษที่เหลือถูกลดลงเหลือ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน

เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ เล่าต๋า ถูกคุมขังจริง นับตั้งแต่ปี 2559 จึงเข้าเกณฑ์พ้นโทษและได้รับการปล่อยตัว

พูดง่ายๆ คือ จากคำว่า ตลอดชีวิต” ในวันที่ศาลพิพากษา ผ่านกระบวนการลดโทษ ตามกฎหมายหลายขั้น จนเหลือระยะเวลาที่รับโทษจริงไม่ถึง 10 ปี

กรมราชทัณฑ์แจงว่า ขั้นตอนดังกล่าวนั้น เป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พุทธศักราช 2569 อีกปัจจัยสำคัญ คืออายุของเล่าต๋า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 86 ปี รวมถึงเงื่อนไขด้านสุขภาพและสถานะชั้นนักโทษ ที่มีผลต่อการได้รับการลดโทษ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ก่อนออกจากเรือนจำ เล่าต๋ายังผ่านกระบวนการเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม โดยเข้าร่วมโครงการพระราชทาน “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” รุ่นที่ 8/3

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤตินิสัย การฝึกทักษะอาชีพ และการเรียนรู้แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถพึ่งพาตนเองและปรับตัวหลังพ้นโทษ  จากนั้นจึงมีพิธีมอบประกาศนียบัตรและส่งตัวกลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัว 

ย้อนปฏิบัติการล่า “เล่าต๋า” กับชายที่ไม่ไว้ใจตำรวจ

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ชื่อของ “เล่าต๋า แสนลี่” เคยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของตำรวจปราบปรามยาเสพติด ปี 2559 เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับภารกิจที่ไม่ง่ายนัก เพราะเล่าต๋าเป็นบุคคลที่ระมัดระวังตัวสูง และรู้จักวิธีป้องกันตัวจากการติดตามของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี

ถึงขั้นมีคำพูดที่ถูกถ่ายทอดออกมาว่า ไม่ไว้ใจไอ้เรวัช ไอ้นี่ไว้ใจไม่ได้” บุคคลที่เล่าต๋าหมายถึงคือ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ซึ่งขณะนั้นเป็นนายตำรวจที่รับผิดชอบภารกิจสำคัญในการติดตามเครือข่ายยาเสพติด เล่าต๋าเชื่อว่าตราบใดที่เรวัชยังอยู่ในตำแหน่ง การส่งมอบยาเสพติดอาจเป็นความเสี่ยง จึงพยายามชะลอการเคลื่อนไหวและรอจนกว่านายตำรวจคนดังกล่าวจะเกษียณ แต่สิ่งที่เล่าต๋าไม่รู้คือ เจ้าหน้าที่กำลังวางเกมอีกด้านหนึ่ง

“แผนนารีพิฆาต” ปิดเกมราชายาเสพติด

เจ้าหน้าที่ใช้สายลับหญิงปลอมตัวเข้าไปสร้างความคุ้นเคย โดยทำทีเป็นหมอนวด และใช้รถยนต์เก่าเข้าไปในพื้นที่ของเล่าต๋า จากการสร้างความสนิทสนมในเวลาต่อมา เล่าต๋าเกิดความไว้วางใจ จนนำไปสู่การติดต่อซื้อขายยาเสพติด จุดสำคัญเกิดขึ้นหลัง พล.ต.ท.เรวัช เกษียณราชการไปเพียง 12 วัน

เล่าต๋า ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเรวัชพ้นจากตำแหน่งแล้ว ความเสี่ยงในการถูกจับกุมลดลง จึงตัดสินใจส่งมอบ ยาไอซ์ 20 กิโลกรัม แต่การเกษียณไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จบลง ตรงกันข้าม มันกลายเป็นจังหวะที่ตำรวจใช้ปิดเกม เล่าต๋าถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีในที่สุด

จาก “อาณาจักรยาเสพติด” สู่การยึดทรัพย์กว่า 1,000 ล้าน

ปฏิบัติการครั้งนั้นยังเปิดให้เห็นภาพอาณาจักรของเล่าต๋าในพื้นที่ พื้นที่ของเขาถูกจัดระบบรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุม มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวตลอดเส้นทางขึ้นดอย ขณะเดียวกัน เครือข่ายคนใกล้ชิดและญาติพี่น้องยังมีบทบาทในพื้นที่

ทั้งในระดับการเมืองท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการ สามารถตรวจยึดทรัพย์สินจำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งเงินสดที่ใช้ในการล่อซื้อ รถยนต์หรู พระเครื่อง งาช้าง ตลอดจนอาวุธปืนจำนวนมาก

จากภาพที่ปรากฏ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ผู้ค้ายาเสพติดรายหนึ่ง” แต่เป็นเครือข่ายอิทธิพลที่สะสมทั้งทรัพย์สิน ผู้คน และอำนาจในพื้นที่มาเป็นเวลานาน

กรณี “เล่าต๋า แสนลี่” จึงข้ามพ้นจากคำถามที่ว่า “พ้นคุกได้อย่างไรในไม่ถึง 10 ปี” ไปสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่า นั่นคือการหาจุดสมดุลระหว่างความเมตตาตามหลักกฎหมาย การฟื้นฟูผู้กระทำผิด และความรู้สึกยุติธรรมของสังคม เพราะเมื่อกฎหมายเปิดประตูให้เขากลับคืนสู่โลกภายนอก

คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้คิดต่อ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือ “สังคมไทย พร้อมแค่ไหนในการรับเขากลับคืนมา”