อดีตบิ๊กราชทัณฑ์ ชี้ คุกล้น-เลื่อนชั้น มีปัญหาปมลดโทษ จี้แยกคดีโทษสูง หวั่นซ้ำรอย เล่าต๋า

17.08.26 | 18:41 น.

อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้ระบบ เลื่อนชั้นง่าย-ลดโทษอัตโนมัติ เสนอคุมเข้มคดีโทษสูง ทบทวนระบบราชทัณฑ์

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายกฤช  กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Krit Krasaedhibaya แสดงความคิดเห็นถึง กรณีที่ราชทัณฑ์แจงข้อเท็จจริงกรณีการปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ โย้ำดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน พร้อมเศรียมทบทวนหลักเกณฑ์การบังคับโทษคดีร้ายแรง จะรีบพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การบริหารการบังคับโทษ


โดยระบุว่า เมื่อราชทัณฑ์ออกมาแถลงว่าจะรีบพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การบริหารการบังคับโทษ ก็คือการออกมายอมรับว่า ที่ผ่านมาหลายยุค หลายสมัย หลายสิบปีนั้น หลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่เดิมมีปัญหา  ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมานั้น ราชทัณฑ์ ไม่ได้ดูเจตนารมณ์ของอัตราโทษตามคำพิพากษา การที่ศาลพิจารณาตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แปลว่าความผิดที่จำเลยก่อมีความร้ายแรง ดังนั้นศาลจึงเห็นสมควรที่จะควบคุมจำเลยไว้ ในเรือนจำ เป็นการกำจัดจำเลยออกจากสังคมอย่างถาวรวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่วิธีการประหาร ชีวิต นับว่าได้รับความเมตตาจากศาลมาชั้นหนึ่งแล้ว

นายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์
นายกฤช กระแสร์ทิพย์ อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์

นายกฤช ยังระบุอีกว่า ราชทัณฑ์ไม่ได้ทำผิดในการบริหารโทษ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายราชทัณฑ์ เพียงแต่ระบบการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดของราชทัณฑ์นั้น ยังมีปัญหา เพราะมันมีผลไปถึงประโยชน์ที่ผู้ต้องขังจะได้รับ ไม่ว่าจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษก็ดี การพักโทษก็ดี การลดวันต้องโทษก็ดี การคัดไปอยู่เรือนจำชั่วคราวก็ดี ทุกอย่าง“พัน” อยู่กับชั้นของนักโทษ ยิ่งชั้นสูง ยิ่งได้รับประโยชน์มาก

อดีตรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์  ยังกล่าวว่า แต่ระบบการเลื่อนชั้นของเรือนจำที่เป็นอยู่ เหมือนการเลื่อนแบบอัตโนมัติ ตามวงรอบระยะเวลา และวิธีการประเมินพฤติกรรม หรือความก้าวหน้าในการศึกษาเล่าเรียน ในการอบรมศีลธรรมจรรยา ก็ไม่ได้ดูอะไรมาก หากไม่ได้ทำผิดวินัย หากเข้ารับการอบรมหลักสูตรที่เรือนจำจัดให้เพียงหลักสูตรสองหลักสูตร ชั้นก็ไหลไปแล้วทุก 6 เดือน

Advertisement

จำได้ว่าสมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เคยเป็นกรรมการเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง  ยังมีการเรียกผู้ต้องขังมาสอบรายบุคคลต่อหน้ากรรมการ ข้อสอบก็มีแค่ให้ท่องศีล 5 ธรรม 5 ให้ท่องคำปฏิญาณก่อนกินข้าว เป็นพวกต่างด้าวก็ให้ร้องเพลงชาติไทย เพียงไม่นานได้ครอง ชั้นเยี่ยม แค่สอบเลื่อนชั้นง่ายๆ ด้วยวิธีนี้ ก็เป็นภาระและใช้เวลามากมาย เรือนจำใหญ่ใหญ่มีผู้ต้องขังหลายพันคน ก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายคน ที่จริงแล้วราชทัณฑ์เอง ก็อยากให้มีมาตรฐานในการเลื่อนชั้นที่สูงกว่านี้

มีสมุดบันทึกประจำตัวผู้ต้องขัง การให้คะแนนความประพฤติ การตัดคะแนนความประพฤติ แต่ปัญหาคือคนมันล้นคุกจริงๆ เอาแค่การควบคุมอย่างเดียวก็ต้องทำให้ให้ดีเสียก่อน ถ้าคุมไม่อยู่ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ อย่าว่าแต่การเลื่อนชั้นอย่างมีคุณภาพเลย และที่สำคัญ เป็นสิ่งที่สังคมภายนอกไม่ทราบ คือรายใดที่ไม่ได้รับการเลื่อนชั้นโดยไม่มีเหตุสมควร รับรองว่าโดนฟ้องแน่

ดังนั้นเมื่อชั้นได้มาง่าย พอวโรกาสสำคัญ มีการพระราชทานอภัยโทษ นักโทษเด็ดขาดที่มีชั้นสูง ก็จะได้อัตราส่วนการลดโทษเยอะไปด้วยโดยอัตโนมัติ

ความเห็นส่วนตัว จึงเห็นว่า กรณีผู้ต้องขังรายใดที่ต้องโทษอัตราสูง ควรจะแยกออกมาพิจารณาเป็นการเฉพาะ ต้องนำโทษตามคำพิพากษามาเป็นตัวตั้งก่อน แล้วมาคิดกันว่าอัตราโทษขนาดนี้ ควรต้องอยู่ภายในเรือนจำนานเท่าใด จากนั้นจึงนำไปสู่การบริหารการเลื่อนชั้นเฉพาะราย เพื่อไม่ให้นักโทษรายดังกล่าวได้เลื่อนชั้นขึ้นไปครองชั้นเยี่ยมเร็วเกินไป ซึ่งตรงนี้สมควรอย่างยิ่งที่ต้องทบทวน

ส่วนเรื่องการพระราชทานอภัยโทษนั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณซึ่งเป็นพระราชอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งบัญญัติไว้ดีแล้ว แต่ขอเสนอแนะเฉพาะในขั้นตอนของการยกร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งฝ่ายบริหารเป็นผู้ยกร่างเสนอ ครม. เพื่อนำขึ้นทูลเกล้า ขั้นตอนนี้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการทางการปกครอง สาธารณชนอาจตั้งข้อสังเกตได้ ก็อยากให้ขั้นตอนการยกร่างนี้

ฝ่ายบริหารได้น้อมสำนึกพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ดูผลผลกระทบรอบด้าน เพื่อมิให้ต้องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งต่อการเทิดทูนพระบรมเดชานุภาพองค์พระมหากษัตริย์ และผลประโยชน์ต่อสังคมในการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่มีความเหมาะสม และสมควร ได้ออกไปกลับตนเป็นพลเมืองดี แต่หากเมื่อพระราชกฤษฎีกาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ไม่สมควรก้าวล่วงวิจารณ์ใดๆ

ถ้ามีหลักเกณฑ์แบบนี้ รับรองได้ว่าจะไม่มีปัญหาทำให้สังคมเกิดความตระหนกวิตกใจเหมือนกรณีการปล่อยตัวเล่าต๋าอีกต่อไปครับ”