รุทธพล สั่งทบทวน เกณฑ์อภัยโทษ คดีหนัก วางเส้นโทษขั้นต่ำ ปิดช่องโหว่ซ้ำรอย เล่าต๋า

20.08.26 | 17:23 น.

รมว.ยุติธรรม ประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ รื้อกฎกระทรวง ระเบียบราชทัณฑ์ เกณฑ์ ‘อภัยโทษ’ ปิดช่องโหว่นักโทษคดีหนัก-ลุยอุดรอยรั่วทำผิดซ้ำ แก้ปัญหาสังคมกังวล “ราชทัณฑ์-คุมประพฤติ“ บริหารโทษผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์


เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ครั้งที่ 1/2569

พล.ต.ท.รุทธพล  กล่าวว่า พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์: วันนี้มีการประชุม 2 ส่วน ได้แก่ เรื่องการพิจารณาอภัยโทษ ซึ่งกรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และ เรื่องการกระทำผิดซ้ำ หรือการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ซึ่งกรมคุมประพฤติเป็นผู้รับผิดชอบ ในส่วนของการอภัยโทษ ได้หารือกับคณะกรรมการเพื่อกำหนดกรอบการพิจารณาให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีผู้ต้องขังที่ศาลพิพากษาลงโทษหนัก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในลักษณะเดียวกับกรณี “เล่าต๋า”

พล.ต.ท.รุทธพล  กล่าวว่า ตอนนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมารองรับเพื่อพิจารณาวางกฎเกณฑ์เลยว่า หากศาลพิพากษาโทษประหารชีวิต หรือศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ผู้ต้องขังจะต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี เพื่อที่จะได้รับการพิจารณาปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด โดยเราจะดูรายละเอียดประกอบกันหลายส่วน ซึ่งถ้าสิ่งใดเกี่ยวข้องกับจำนวนผู้เสียหายด้วยนั้น เราก็ต้องมองในเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างกรณีข้อหาฉ้อโกงประชาชน หากศาลมีคำพิพากษาหนัก 4,000 กรรม เกณฑ์ควรเป็นอย่างไรบ้าง  ซึ่งมันก็ต้องเอาคำนวณกับจำนวนผู้เสียหายด้วย เช่น หากมีผู้เสียหายเกิดขึ้นประมาณ 300-500 ราย และยังไม่ได้รับการชดใช้เยียวยา เราจะดำเนินการอย่างไร ไม่ใช่ว่าติดคุกมาเพียงไม่กี่ปีเมื่อพ้นโทษออกไปก็มีโทษตามมาเลย”

Advertisement

ส่วนที่สอง คือ การกระทำผิดซ้ำ หรือผู้ต้องขังตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือ กฎหมาย JSOC ซึ่งรับผิดชอบโดยกรมคุมประพฤติ

พล.ต.ท.รุทธพล  กล่าวต่อว่า  แนวทางเบื้องต้นคือ หากผู้ต้องขังถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นระยะเวลาหนึ่ง และต่อมามีการลดโทษ จะต้องกำหนดกรอบว่าหลังการลดโทษแล้ว ผู้ต้องขังควรได้รับโทษจริงไม่น้อยกว่าเท่าใด ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยจะพิจารณาแยกตามประเภทโทษ เช่น โทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ว่าหลังจากมีการลดโทษแล้วควรเหลือระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำเท่าใด นอกจากนี้ จะพิจารณาปัจจัยประกอบหลายด้าน เช่น จำนวนผู้เสียหาย ความเสียหายที่เกิดขึ้น และการได้รับการชดใช้เยียวยา

เมื่อถามว่า ทางกรมราชทัณฑ์และรัฐมนตรีฯ ดูเหมือนยอมรับว่าระบบราชทัณฑ์มีข้อบกพร่องในการพิจารณากรณี เล่าต๋า ช่องโหว่อยู่ตรงไหน เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่บอกว่าดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบทุกอย่าง

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่พิจารณาตามระเบียบที่กำหนด เพียงแต่เราพบว่าระเบียบที่ใช้ปฏิบัติมีช่องโหว่บางประการ  ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ แต่เป็นเรื่องของระเบียบที่มีการแก้ไขมาตั้งแต่ปี 2563 และเจ้าหน้าที่ก็ถือปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวมาโดยตลอด ประเด็นสำคัญคือ เมื่อมีการลดโทษประกอบกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอายุของผู้ต้องขัง ทำให้บางกรณีได้รับการลดโทษมากขึ้น จนเกิดเป็นข้อสังเกตและคำถามในสังคม

เมื่อถามอีกว่า ช่องโหว่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่หรือไม่ เพราะผู้ต้องขังบางคนอายุน้อยกว่าเล่าต๋า แต่ไม่ได้รับอภัยโทษ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า  ไม่ใช่เรื่องดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเรื่องของการใช้ระเบียบในแต่ละช่วงเวลา ในช่วงเวลาหนึ่งจะมีระเบียบที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาลดโทษ เจ้าหน้าที่ก็ต้องพิจารณาตามระเบียบที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้น

พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวว่า ส่วนกรณีว่านายเล่าต๋า เหตุใดจึงได้อภัยโทษลดโทษมากกว่าผู้ต้องขังรายอื่น หรือมีการทำความดีขณะถูกคุมขังในเรือนจำอย่างไรนั้น ตนไม่สามารถตอบในเรื่องนี้ได้ เพราะมันเป็นเรื่องภายในระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์จะรู้อยู่แล้วว่าในห้วงเวลาใด ยกตัวอย่างกรณีที่คนไปเปรียบเทียบนายเล่าต๋า กับ แพทพาวเวอร์แพท ว่า ของกลางจำนวนเท่านี้ติดกี่ปี ในขณะที่กรณีของนายเล่าต๋า ในจำนวนของกลางเท่านี้ ทำไมติดเท่านี้ ตนก็ต้องบอกว่ามันเป็นระเบียบคนละตัว และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้ดุลพินิจในการตัดสินพิจารณา แต่ใช้กฎระเบียบ ในเวลานั้น ซึ่งมันเป็นคนละช่วงเวลากัน

เมื่อถามว่าข้อเท็จจริงก็คือนายเล่าต๋า แสนลี่ ได้ถูกคำพิพากษาศาลให้เข้าไปรับโทษจำคุกในตอนที่ตนเองมีวัยที่เกิน 70 ปี จึงเป็นเหตุผลว่านายเล่าต๋า เข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษลงโทษ เนื่องด้วยอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังสูงวัย จึงได้รับประโยชน์ตรงนี้ไปด้วย พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ใช่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องมีคณะทำงานวันนี้ขึ้นมา เพื่อรับฟังและหารือในการจะแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ดังกล่าว

ซึ่งข้อสรุปก็คือ โทษแต่ละโทษที่ศาลมีคำพิพากษาลงมาแล้ว จะต้องมีเกณฑ์และมีกรอบว่าผู้ต้องขังจะต้องได้รับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่ากี่ปี ส่วนรายละเอียดว่าในคดีใดจะต้องรับโทษจริงมาไม่ต่ำกว่ากี่ปีนั้น ทางคณะทำงานย่อย จะเป็นผู้ไปพิจารณารายละเอียดเพื่อนำมาใช้หารือในการประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 24 ส.ค.69 เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ละเอียด

เมื่อถามว่า หากต่อไปศาลมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต จะต้องมีเส้นขั้นต่ำหรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ถูกต้อง แนวทางคือจะต้องกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่า ผู้ที่ได้รับโทษประหารชีวิต หลังมีการลดโทษแล้วต้องรับโทษจำคุกจริงไม่น้อยกว่าเท่าใด และกรณีจำคุกตลอดชีวิตก็ต้องกำหนดเช่นเดียวกัน เป็นการกำหนดกรอบให้ชัดเจนว่า แม้จะมีการลดโทษหรือปรับเลื่อนชั้น ก็ต้องมีระยะเวลารับโทษจริงขั้นต่ำตามที่กำหนด

เมื่อถามถึงกรณีว่าในต่างประเทศ ที่จะมีการงดเว้นในบางคดี อย่างเช่น คดีเกี่ยวกับความรุนแรง คดีความมั่นคง คดียาเสพติดรายใหญ่ ทางเราจะนำเอาแนวทางปฏิบัติมาพิจารณาด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า มีการยกมาหารือในที่ประชุมจริง โดยเรามีการเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ว่ามีเกณฑ์ใดที่จะใช้ในการพิจารณาลดโทษในรายคดีใดได้บ้าง ยกตัวอย่างกรณีคดีฉ้อโกงประชาชน ที่มีจำนวนผู้เสียหายเยอะ ๆ และไม่มีการชดใช้ ก็ทำให้ประชาชนผู้เสียหายเดือดร้อน เราจะมีมาตรการใดดำเนินการตรงนี้ได้บ้าง
เมื่อถามว่าคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องการ อภัยโทษของผู้ต้องขังในเรือนจำมีทั้งหมดกี่รายนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนเองจำไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องที่อยู่ในคำสั่งอยู่แล้ว ส่วนจำนวนเสียงที่ลงมติให้นายเล่าต๋า แสนลี่ ได้รับเสนอชื่อให้ได้พระราชทานอภัยโทษลดโทษในแต่ละครั้งที่ผ่านมานั้น ตนขออนุญาตให้ทางกรมราชทัณฑ์ไปตรวจสอบและทำการชี้แจงจะเป็นการดีกว่า

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า หลักเกณฑ์ขั้นต่ำจำนวนปีที่ผู้ต้องขังในคดีอัตราโทษสูงหรือคดีร้ายแรง จะต้องรับโทษจำคุกจริงก่อนจะได้รับการปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนั้น จำนวนปีของการรับโทษจริงจะเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำตามสากล ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือของคณะทำงานอีกครั้ง ว่าจะได้บทสรุปจำนวนขั้นต่ำอย่างน้อยกี่ปี ในกรณีของนักโทษประหารชีวิต และนักโทษที่ศาลให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งหากท้ายสุดแล้วสำเร็จลุล่วง ก็จะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานภายในที่ประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ว่า กรรมการที่ประชุมได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า กรณีหากผู้ต้องขังคดีใดที่ศาลมีคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เมื่อต้องเข้าสู่เรือนจำ จะต้องรับโทษจำคุกมาไม่น้อยกว่า 25 ปี ก่อนจะได้เข้าสู่กระบวนการปรับเลื่อนชั้น ตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด

ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ขณะที่ผู้ต้องขังรายใดที่ศาลมีคำพิพากษาต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ก็จะต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำมาไม่น้อยกว่า 20 ปี ก่อนจะได้รับการพิจารณาปรับเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งมันเป็นสาระสำคัญตรงที่ว่า ชั้นของนักโทษเด็ดขาด ย่อมมีผลต่อการถูกเสนอชื่อพิจารณาได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ดังนั้น คณะทำงานจึงเห็นว่า กรณีที่ผู้นั้นต้องโทษในคดีอุกฉกรรจ์ คดีโทษสูง คดีร้ายแรง

ย่อมมีความจำเป็นที่ควรรับโทษจำคุกมาในระยะเวลาดังกล่าวก่อน ก่อนที่จะได้ปรับเลื่อนชั้น เพื่ออุดช่องว่างไม่ให้ได้รับการอภัยโทษลดโทษ จนโทษเหลือน้อยกว่าที่ศาลมีคำสั่งพิพากษา หรืออาจส่งผลให้พ้นโทษเร็วกว่ากำหนดโทษนั่นเอง อย่างไรก็ดี กฎกระทรวงฉบับใหม่นี้จะไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้ต้องขังในคดีทั่วไป ที่ไม่ได้โทษร้ายแรง หรือโทษสูง โดยถ้าหากเป็นผู้ต้องขังในคดีทั่วไป

ก็ยังคงยึดในหลักเกณฑ์เดิม คือ เมื่อเข้าสู่เรือนจำแล้ว จะได้รับการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาด อยู่ในชั้นกลาง ซึ่งจะแตกต่างจากผู้ต้องขังในคดีโทษร้ายแรง โทษสูง คดีอุกฉกรรจ์ หรือคดียาเสพติดรายใหญ่ ที่เมื่อรับโทษมาถึงระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 20-25 ปีแล้ว จึงจะได้รับการถูกจัดให้อยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก เชื่อว่าจะมีผลอุดช่องโหว่กรณีแบบนายเล่าต๋า แสนลี่ และนายฑนา เกิดทอง หรือป๋อง ได้เป็นอย่างดี