รองจ๋อนำทีมสารวัตรแจ๊ะแกะรอยล่าจากคดียาเสพติดออนไลน์ สะดุดวงจรมิจฉาชีพ TikTok ก๊อปคลิปปั้นหน้าร้าน หลอกขายโกคาร์ททิพย์หรือสารพัดสินค้า เงินเหยื่อไหลเข้าบัญชีม้า ก่อนม้าสายถอนตระเวนกดรวบรวม ฝากเงินสดต่อเป็นทอด ๆ
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 12.30 น. วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. , พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. สส. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด , พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศอ.ปส.บช.น.จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย หลังขยายผลจากการสืบสวนยาเสพติดออนไลน์ พบพฤติการณ์และเส้นทางการเงินที่มีรูปแบบคล้ายเครือข่ายอาชญากรรม เมื่อสืบสวนพบ ว่าเป็นขบวนการเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกขายสินค้า ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก และคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่กลุ่มหลอกผู้เสียหายฝั่งประเทศเมียนมา บัญชีม้ารับเงิน เครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทย ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินจนสามารถจับกุม
1.นายบุณยวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชรที่ จ.323/2569 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน , กระทำความผิดฐานฟอกเงิน”
ตรวจสอบพบข้อมูลการถูกดำเนินคดีเป็นจำนวน 14 คดี (สน.พระโขนง , สน.บางนา , สน.ประเวศ , สน.สายไหม , สน.บางโพงพาง , สน.ทุ่งสองห้อง , บก.สอท.1 , สภ.ปางศิลา จ.กำแพงเพชร , สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี , สภ.แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ , สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี , สภ.เมืองสระบุรี , สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา , สภ.สำโรงเหนือ) ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองและเสพฯ”

2.น.ส.ลลิตา หรือ “อุ้ยอ้าย” (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองและเสพฯ”
3. น.ส.นาคตยา (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกำแพงเพชรที่ จ.324/2569 ลงวันที่ 6 สิงหาคม ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน , กระทำความผิดฐานฟอกเงิน”
ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “มีวัตถุออกฤทธิ์วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,ซ่อนเร้น จำหน่าย ช่วย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าราชอาณาจักร”
ในส่วนของข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่” อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป
โดยผู้ต้องหาที่ 1 ถูกจับกุมตัวที่ ถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกจับกุมตัวที่ ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพ และผู้ต้องหาที่ 3 ถูกจับกุมตัวที่ ซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพ
ตรวจยึดของกลาง 1.ยาไอซ์ จำนวน 3 ถุง 2.เคตามีน จำนวน 1 ถุง 3.เงินสด 50,000 บาท 4.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง (พบข้อมูลการสนทนาจากหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ให้ตระเวนทำรายการธุรกรรมตามที่ต่างๆจำนวนมาก) 5.สลิปการถอน/ฝากเงินสด จำนวนมาก
พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. สืบสวนขยายผลกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดย่านทุ่งครุ ได้พบเบาะแสถึงชาย-หญิง คู่หนึ่งระหว่างการสืบสวนสะกดรอยเพื่อทำการจับกุมชุดสืบสวนกลับพบพฤติกรรม พกเงินสดจำนวนมากแล้วตระเวนทำธุรกรรมไปทั่ว โดยตระเวนถอนเงินจนมีเงินสดเต็มกระเป๋าสะพาย และจะก้มแชตสนทนาในโทรศัพท์เกือบตลอดเวลาลักษณะมีคนคอยสั่งการผ่านโทรศัพท์ หลังชุดสืบสวนรายงานข้อมูล พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ทำการสืบสวนแกะรอยสองสามีภรรยาคู่นี้โดยละเอียด จนได้ค้นพบว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นหัวใจสำคัญที่อยู่ในประเทศไทยของแก๊งสแกมเมอร์ ในประเทศเมียนมา โดยทั้งสองจะมีหน้าที่ทำธุรกรรมให้กับระดับบอสโดยการตระเวน “ถอนเงินแบบไม่ใช้บัตร” ก่อนรวบรวมแล้วฝากเงินสดเข้าไปยังบัญชีม้าตามคำสั่งของบอส

หลัง พล.ต.ต.ธีรเดชฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ศอ.ปส.บช.น. ติดตามมาจนถึงถนนพระราม 2 ซอย 47 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้พยายามทำธุรกรรมถอนเงินสดที่บริเวรตู้ ATM จึงทำการจับกุมตัว ขณะเดียวกัน น.ส.อุ้ยอ้าย(สงวนชื่อสกุลจริง) ซึ่งนั่งรอสังเกตการณ์อยู่บนรถ ได้กระโดนจากเบาะข้างคนขับมาเป็นที่ผู้ขับ ก่อนเหยียบคันเร่งหนีฝ่าการจับกุมเจ้าหน้าที่ไป การไล่ล่าบนท้องถนนเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อคนร้ายไม่ยอมจำนนโดยง่าย ขับฝ่าไฟแดง แหกโค้งชนกับรถของประชาชนจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนขับไปแอบในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่าน ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ แต่ท้ายสุดเจ้าหน้าที่ได้หาจนพบก่อนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด จากการตรวจค้นรถยนต์ที่ใช้ขับหลบหนีพบ ยาไอซ์ และ อุปกรณ์การเสพ อยู่ภายในรถ ภายหลังการจับกุมได้มีการขยายผลไปเข้าตรวจค้น บ้านหลังหนึ่งภายในซอยประชาอุทิศ 33 แยก 10 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ
ผลการตรวจค้นพบ น.ส.นาค (สงวนชื่อสกุลจริง) เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ และค้นพบของกลางเคตามีน และสลิปการถอน/ฝากเงินจำนวนมาก โดยภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลพบข้อมูลที่น่าตกใจเนื่องจากแก๊งสแกมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบจากเดิม โดยปัจจุบันพวกมันเลือกใช้วิธีการใช้ม้าตระเวนถอนเงินแบบ “ไม่ใช้บัตร” โดยผู้สั่งการจะส่งภาพ QR Code หรือรหัสถอนเงินสดผ่าน Telegram/LINE ให้ผู้ต้องหานำไปสแกน/ป้อนหน้าตู้ ATM แทนการใช้บัญชีม้ามาสแกนหน้าเพื่อโอนเงินแบบเดิม
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ทำการสืบสวนเป็นเวลาหลายวันจนพบพยานหลักฐานยืนยันว่ากลุ่มบัญชีม้าที่ สองสามีภรรยาคู่นี้ ตระเวนทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM นั้น ล้วนถูกผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ (Case id) ไว้จำนวนมาก โดยทั้งหมดล้วนเป็นแผนประทุษการถูกหลอกลวง“แบบใหม่” โดยหันมาใช้แผนประทุษกรรมแบบ“กินน้อย แต่กินนาน” สลัดภาพการหลอกลวงแบบเดิมที่เคยตบทรัพย์ก้อนโต แล้วหันมาใช้“มุกไทยเดิมสุดพื้นบ้าน” ด้วยการเปิดเพจปลอมขายสารพัดสินค้าในชีวิตประจำวัน
วิธีการกระทำผิดคนร้ายโดยใช้ ในช่องทาง TikTok โฆษณาขาย “รถโกคาร์ท” ในราคาถูก ภายในช่องมีทั้งคลิปรถโกคาร์ทหลายรุ่น คลิปทดลองขับ และภาพสินค้าจำนวนมากถูกโพสต์อย่างต่อเนื่อง จนดูเสมือนเป็นร้านค้าที่มีสินค้าพร้อมจำหน่ายจริง ประกอบกับราคาที่จูงใจ ทำให้มี ประชาชน สนใจติดต่อสอบถามและตัดสินใจโอนเงินสั่งซื้อ แต่หลังโอนเงินกลับไม่มีสินค้าส่งมา
กลุ่มมิจฉาชีพนำคลิปจากหลายแหล่งมารวบรวมไว้ในช่องของตัวเอง สร้างภาพให้ดูเหมือนมีสินค้าจำนวนมากพร้อมจำหน่าย ก่อนใช้ราคาที่จูงใจหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน “คลิปมีจริง แต่ของไม่มีจริง”

เมื่อสืบสวนต่อจึงพบว่า “โกคาร์ท” เป็นเพียงหนึ่งในสินค้าที่ถูกนำมาใช้ กลุ่มดังกล่าวยังใช้วิธีเดียวกันหลอกขายสินค้าอีกหลายประเภท โดยเปลี่ยนสินค้าไปตามความสนใจของประชาชน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือวิธีการหลังผู้เสียหายโอนเงิน เงินจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีม้าที่ขบวนการเตรียมไว้ จากนั้นเครือข่ายม้าสายถอนในประเทศไทยจะคอยเฝ้ายอด สลับกันตระเวนถอนเงินจากหลายจุด นำเงินสดจากหลายบัญชีมารวบรวม ก่อนนำกลับไปฝากผ่านเครื่อง CDM/ATM+ เพื่อเคลื่อนย้ายเงินต่อไปอีกทอดหนึ่ง
ชุดสืบสวน สะกดรอย และติดตามเส้นทางดังกล่าวต่อไปจนพบว่า ปลายทางเงินถูกนำไปซื้อทองคำ
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. กล่าวว่า เรื่องนี้เริ่มจากการ สั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าระวังการลักลอบ จำหน่ายยาเสพติดทางออนไลน์ พบพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงไปถึงความเสียหายของประชาชนจำนวนมาก เราไม่สามารถมองผ่านได้ เพราะสิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงการซื้อของแล้วไม่ได้ของ แต่เป็นขบวนการที่ใช้วิธีเดียวกันหลอกประชาชนซ้ำ ๆ และมีการรับช่วงจัดการเงินกันเป็นระบบ
ผู้เสียหายบางรายเสียเงินหลักร้อย บางรายหลักพัน หลักหมื่น ถ้ามองทีละรายอาจดูไม่มาก แต่เมื่อวิธีเดียวกันถูกใช้กับคนจำนวนมาก เงินเล็กน้อยของประชาชนก็กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ของขบวนการ แล้วนำเงินที่ได้มาใช้ในการซื้อยาเสพติด
ในชั้นจับกุม นายบุณยวัฒน์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ในช่วงวิกฤติ COVID-19 ตนเองกับแฟนสาว (ที่ถูกจับกุมด้วย) ได้เดินทางไปทำงานเป็นแก๊งสแกมเมอร์ใน จังหวัดสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา โดยอยู่ใน “แก๊งสแกมเมอร์แบบ ฟีลแฟน หลอกลงทุน”ให้เทรดหุ้น จนมีความชำนาญ โดยตนเป็นคนที่มีฝีมือจนบอสชาวจีนไม่ปล่อยตัว โดยการหลอกของตนใช้วิธีการแบบ ฟีลแฟน ทักผิด โดยสร้างตัวตนไลน์ปลอมขึ้นมา ก่อนจะตระเวนหาเบอร์โทรศัพท์ของข้าฯราชการแล้วแอดไลน์ไปหา แล้วแกล้งทักผิด โดยจะเลือกเหยื่อที่เป็นข้าราชการชายที่มีฐานะ แล้วจะแกล้งทำทีทักไปเกี่ยวกับเรื่องบ้านหรือที่ดิน แต่เป็นการทักผิดคน ก่อนจะชวนคุยไปเรื่อยๆเป็นเวลา 2 สัปดาห์
จากที่เจ้าหน้าที่สอบถามตนตอบอย่างมั่นใจว่า หากคุย 10 คน ก็จะสามารถหลอกได้ 10 คน ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้นอกจากเงินเดือน 18,000 บาท ก็จะมีเปอร์เซ็นต์จากยอดที่หลอกได้ 10-15% โดยตนมีความชำนาญ มีฝีมือ ต้องทำงานอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งได้เกิดความไม่สงบที่ชายแดน ตนเองจึงขอกลับแต่บอสชาวจีนกลัวว่าตนจะไม่กลับมาทำอีกจึงให้วางเงินสดจำนวน 900,000 บาท ไว้เป็นประกันว่าจะกลับมาอีก แต่ก็ตัดสินใจยอมเสียเงินกลับมาประเทศไทย โดยเหลือเงินกลับมาเพียง 200,000 บาท เมื่อกลับมาเปิดร้านขายหมูปิ้งก็เจ๊ง จึงได้ติดต่อไปหาพี่คนหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกันในแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งปัจจุบันพี่คนนี้เป็นระดับบอสในฝั่งประเทศเมียนมาแล้ว แล้วก็ได้เริ่มมาทำงานเป็นม้าคอยกดเงินตามตู้ ATM วันละตั้งแต่ 100,000 ถึง 500,000 บาทแล้วมาถูกจับในครั้งนี้
ตนขออธิบายถึงรูปแบบการหลอกเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนว่า รูปแบบจะถูกเปลี่ยนไปตลอด ซึ่งปัจจุบันวิธีการหลอกต่างๆ การโยกเงินต่างๆนี้ คนจีนไม่ได้คิด แต่เป็นคนไทยนี้เองที่เป็นคนคิด เพราะคนไทยหลายๆคนก็ก้าวขึ้นเป็นระดับบอสที่เทียบเท่าคนจีนแล้วหลายคนในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ตอนนี้จะย้ายฐานจากประเทศกัมพูชามายังประเทศ ลาว และ เมียนมาแล้ว
นำตัวผู้ต้องหาที่ 1-2 พร้อมของกลางส่ง สน.ท่าข้าม ส่วนผู้ต้องหาที่ 3 นำส่งสน.ราษฎร์บูรณะ ดำเนินคดีต่อไป


