เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 สั่งการให้ พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รอง ผบก.สอท.1 พ.ต.อ.ณัฐพล รัตนมงคลศักดิ์ ผกก.3 สอท.4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.สอท. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาคดีเผยแพร่ข้อมูลอันอาจเป็นเท็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เข้าตรวจค้นภายในวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จับกุมตัวผู้ต้องหา นายสมศักดิ์ แก้วช่วง อายุ 39 ปี เป็นเด็กวัดสวนแก้ว ผู้โพสต์ใช้ข้อความ
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.1 สืบสวนพบพฤติการณ์นำ คลิปเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในอดีตกลับมาเผยแพร่ใหม่ พร้อมใส่ข้อความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบัน จนอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐาขอศาลออกหมายค้นจึงเข้าตรวจค้นสถานที่ภายในวัดสวนแก้ว จับกุมนายสมศักดิ์ เป็นเด็กวัดสวนแก้ว พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไฟล์ภาพและวิดีโอต้นฉบับ ข้อมูลการตัดต่อ ประวัติการสนทนา และข้อมูลดิจิทัลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ดังกล่าว
จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะ พบการเผยแพร่เนื้อหาหลายครั้งผ่านสื่อออนไลน์ โดยบางโพสต์ใช้ข้อความ เช่น “เมื่อคืน ม็อบประกาศ พร้อมปิดทำเนียบ” “บุกทำเนียบแล้วจ้า” “หยุดระบอบน้ำเงิน” ตลอดจนข้อความและแฮชแท็กที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลและสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ทั้งที่ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งสาธารณะ รวมถึง Cofact พบว่าอย่างน้อยบางคลิปเป็น ภาพเหตุการณ์จริงในอดีตที่ถูกนำกลับมาใช้ผิดบริบท เช่น คลิปการชุมนุมเมื่อปี 2568 แต่นำมาเผยแพร่ใหม่ในปี 2569 ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ล่าสุด และโพสต์บางรายการมีผู้กดถูกใจ แสดงความคิดเห็น และแชร์ต่อจำนวนมากตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น ทำให้ข้อมูลสามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบเพิ่มเติมทั้งแหล่งกำเนิดคลิป ผู้สร้างข้อความ ผู้ตัดต่อ ผู้เผยแพร่ ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างบัญชีที่อาจมีการโพสต์หรือขยายเนื้อหาเดียวกันผ่านหลายแพลตฟอร์ม และยังติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาอีก 4 ราย มาดำเนินคดีต่อไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ขอฝากแจ้งเตือนประชาชนว่า ก่อนโพสต์หรือแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะคลิปเหตุการณ์การเมือง การชุมนุม เหตุความไม่สงบ หรือข้อความที่ใช้คำว่า “ด่วน” “วันนี้” “เมื่อคืน” “เกิดขึ้นแล้ว” ควรตรวจสอบวัน เวลา สถานที่ และแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจนก่อนเผยแพร่ เพราะแม้ภาพหรือคลิปจะเป็นของจริง แต่หากถูกนำมาใส่บริบทใหม่จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ก็อาจสร้างผลกระทบต่อสังคม ความสงบเรียบร้อย ความเชื่อมั่น และระบบเศรษฐกิจได้
เบื้องต้นจึงแจ้งข้อหา การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 (2) มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่มิใช่ผู้สร้างหรือโพสต์ต้นทาง แต่ถ้าเผยแพร่หรือส่งต่อโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามมาตรา 14 (1)–(4) อาจเข้าข่ายมาตรา 14 (5) ซึ่งอยู่ภายใต้อัตราโทษตามมาตรา 14 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การจะมีความผิดต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบเรื่อง “รู้อยู่แล้ว” เป็นรายกรณี ไม่ใช่ว่าการแชร์ข้อมูลผิดทุกครั้งจะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

