ตร.ไซเบอร์ เผย 8 เดือน แก๊งคอลตุ๋นคนไทยสูญเงิน 1.1 หมื่นล้าน เป็นผู้สูงอายุไปแล้ว 3.15 พันล้าน

2.09.26 | 15:59 น.

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัยแก๊งคอลมุ่งเป้าคนวัยเกษียณ พบยอดความเสียหายพุ่งสูง 8 เดือนสูญเงิน 1.1 หมื่นล้าน เป็นผู้สูงอายุไปแล้ว 3.15 พันล้าน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ต.อ.เกรียงไกร พุทไธสง ผกก.กลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ บก.ตอท. เปิดเผยถึงข้อมูลการรับแจ้งความออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 ตลอดระยะเวลา 8 เดือน ระบบรับแจ้งความออนไลน์มีรายการรับแจ้งจากประชาชนทุกช่วงอายุรวมประมาณ 221,626 ราย โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11,039 ล้านบาท


เมื่อกรองเฉพาะผู้เสียหายที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปพบรายการรับแจ้งจำนวน 17,895 รายการ หรือคิดเป็นประมาณ 8.07% ของรายการรับแจ้งทั้งหมด ว่า โดยมากผู้สูงอายุจำนวนดังกล่าวกลับมีมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 3,152,075,191.13 บาท หรือประมาณ 3.15 พันล้านบาท คิดเป็นถึง 28.55% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนภาพสำคัญว่า แม้คดีของผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเพียงประมาณ 8 ใน 100 รายการ แต่เงินที่สูญเสียกลับเป็นยอดความเสียหายคิดเป็นเกือบ 3 ใน 10 บาทของความเสียหายทั้งหมด นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำความเข้าใจภัยออนไลน์ในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะคำถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ผู้สูงอายุถูกหลอกง่ายกว่าคนอื่นหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า “เหตุใดเมื่อผู้สูงอายุถูกหลอก คนร้ายจึงสามารถพาเหยื่อไปถึงจุดที่ยอมโอนเงินหลักแสน หลักล้าน หรือกระทั่งนำเงินเก็บทั้งชีวิตออกมาได้”

Advertisement

พ.ต.อ.เกรียงไกร เปิดเผยอีกว่า หากจัดอันดับคดีตามมูลค่าความเสียหายกับผู้สูงอายุที่พบว่ามีการถูกหลอกมากที่สุด ได้แก่ 1.หลอกลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ลักษณะการหลอกมักไม่ได้เริ่มด้วยการขอเงินก้อนใหญ่ทันที แต่เริ่มจากการชักชวนให้ “ทดลอง” เปิดบัญชีลงทุน มีโค้ช มีอาจารย์ มีผู้ช่วย มีห้อง LINE มีสมาชิกคนอื่นโชว์ผลกำไร และมีหน้าจอหรือเว็บไซต์ที่แสดงยอดเงินลงทุนในการสร้างแรงจูงใจ

2.ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน กลโกงประเภทนี้อาศัย “ความกลัว” มากกว่าความโลภ คนร้ายอาจอ้างว่าเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ค่ายมือถือ ธนาคาร หรือหน่วยงานรัฐ และใช้เรื่องที่คนทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบได้ทันที เช่น มีพัสดุผิดกฎหมาย มีบัญชีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน มีบุคคลใช้ชื่อของเหยื่อเปิดซิมโทรศัพท์ มีหมายจับมีเงินผิดกฎหมายไหลผ่านบัญชี จากนั้นจะทำให้เหยื่ออยู่กับสถานการณ์นั้นให้นานที่สุด ไม่ให้วางสาย ไม่ให้เล่าให้ลูกหลานฟัง และพาเข้าสู่ขั้นตอน “ตรวจสอบเงิน” หรือ “พิสูจน์ความบริสุทธิ์”

3.หลอกทำงานหารายได้พิเศษ รูปแบบนี้อาจเริ่มจากงานง่าย ๆ เช่น กดไลก์ รีวิวสินค้า ทำภารกิจ หรือรับออเดอร์ช่วงแรกอาจได้รับเงินคืนจริง เพื่อสร้างความรู้สึกว่าเป็นงานที่ทำแล้วได้เงิน จากนั้นภารกิจจะเริ่มมีมูลค่าสูงขึ้น ต้องวางเงิน ต้องสำรองเงิน หรือต้องทำภารกิจต่อเนื่องจึงจะถอนเงินออกได้ เหยื่อจึงไม่ได้รู้สึกว่ากำลัง “โอนให้มิจฉาชีพ” แต่รู้สึกว่ากำลัง ทำงานให้เสร็จเพื่อเอาเงินของตัวเองกลับคืนมา

4.หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น โดยมีพฤติการณ์หลากหลาย ตั้งแต่เงินช่วยเหลือ เงินคืนค่ามิเตอร์ไฟฟ้า,ประปา เงินประกัน เงินรางวัล สิทธิประโยชน์ เช่น สิทธิบำเหน็จบำนาน ไปจนถึงการแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐต่างๆ

พ.ต.อ.เกรียงไกร กล่าวอีกว่า ฝากเตือนภัยไปยังประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มข้าราชการ ,รัฐวิสาหกิจ หรือผู้ที่จะเกษียณจากการทำงานในช่วงเดือนกันยายนนี้ ที่จะได้รับเงินบำเหน็จบำนานก้อนใหญ่ หรือเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตในช่วงการทำงาน ควรเพิ่มความระมัดระวังภัยจากมิจฉาชีพหรือหากมีบุคคลที่ไม่รู้จักติดต่อมาในช่องทางต่างๆ อ้างเตัวป็นตำรวจ ปปง. ธนาคาร ไปรษณีย์ ค่ายโทรศัพท์ หรือหน่วยงานรัฐต่างๆ โดยกล่าวหาว่าเราไปเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ฟอกเงิน ยาเสพติดพัสดุผิดกฎหมาย หมายจับ ซิมโทรศัพท์ผิดกฎหมาย

จากนั้นจะมีการขอให้แอด LINE วิดีโอคอล หรือโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่ควรดำเนินการต่อ ให้รีบวางสายก่อนทันที จากนั้นโทรหาคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด เพื่อช่วยตรวจสอบ และหากต้องการตรวจสอบหน่วยงาน ให้ค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานนั้นใหม่ด้วยตนเอง ไม่โทรกลับหมายเลขที่คนร้ายให้มา เพื่อควมปลอดภัย และประโยคที่ผู้สูงอายุควรจำคือ ตำรวจตรวจสอบเงินได้ แต่ตำรวจไม่ให้ประชาชนโอนเงินมาให้ตรวจ