เจออีก 5 คลังน้ำมัน กักตุน เก็งกำไรไม่ขายช่วงวิกฤต สุดซอยพลังงาน หอบหลักฐาน ยื่นกขค.ฟัน

4.09.26 | 16:36 น.

“เอกนัฏ” ส่ง“ทีมสุดซอยพลังงาน” หอบหลักฐานยื่น กขค. ฟันเพิ่มอีก 5 คลังน้ำมัน กักตุน เก็งกำไร ประวิงเวลา ปฏิเสธการขายในช่วงวิกฤตทึ่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 กันยายน นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อปฏิรูปพลังงาน หรือ “ทีมสุดซอยพลังงาน” เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อดำเนินคดีกรณีตรวจพบความผิดปกติในการรับและจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันอีก 5 แห่ง โดยมี พล.ต.ท.พิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า เป็นผู้รับหนังสือ


นางสาวฐิติภัสร์ เปิดเผยว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ส่งทีมสุดซอยพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณการรับเข้าและจ่ายออกน้ำมันของคลังน้ำมันทั่วประเทศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2569 พบว่าบางคลังมีพฤติกรรมผิดปกติ จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน เรียกผู้ประกอบการต้องสงสัย รวมถึงกลุ่มลูกค้าของคลังน้ำมัน 33 ราย จากทั่วประเทศ เข้ามาให้ข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา

จากข้อมูลที่ได้รับพบว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤต คลังน้ำมันส่วนใหญ่มีปริมาณรับเข้าและจ่ายออกในระดับใกล้เคียงกันตามปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนมีนาคม กลับพบความผิดปกติใหลายคลัง ทั้งการรับน้ำมันเข้ามาแต่ไม่มีการจ่ายออก การเก็บน้ำมันไว้เป็นเวลานาน การประวิงเวลาการจำหน่าย รวมถึงกรณีที่ลูกค้าระบุว่าอาจมีการปฏิเสธการขาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในหลายพื้นที่ช่วงดังกล่าวหรือไม่

Advertisement

ทีมสุดซอยพลังงาน พบว่า พบเพิ่มอีก 5 คลังที่มีพฤติกรรมทางธุรกิจผิดปกติ โดยบางคลังมีปริมาณน้ำมันคงเหลือเฉลี่ยสูงกว่าปกติประมาณถึง 1.67 ล้านลิตร จึงเป็นข้อสังเกตที่นำข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานส่งให้ กขค. และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ทาง กขค. จะตรวจสอบหากพบพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ ก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยปัจจุบันทีมสุดซอยได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ค้าทั้งหมด 21 ราย สำหรับมาตรการป้องกันในระยะต่อไป กระทรวงพลังงานเตรียมยกระดับระบบบริหารจัดการ Supply น้ำมันทั้งระบบ โดยจะพัฒนาระบบแจ้งเตือนเมื่อคลังมีการรับน้ำมันเข้าแต่ไม่มีการจ่ายออก ปรับปรุงระบบใบกำกับการขนส่งให้สามารถตรวจสอบเส้นทางได้ตลอดเวลา รวมถึงสร้างกลไกทำงานร่วมกับจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถติดตามและบริหารสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

“เราต้องสร้างบรรทัดฐานการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์กักตุนหรือประวิงเวลาการขายน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนซ้ำอีก วันนี้กระทรวงพลังงานจึงได้นำหลักฐานการตรวจสอบผู้ค้าที่เข้าข่ายกระทำผิดมาส่งมอบให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุดในทุกมิติภายใต้นโยบาย “สุดซอย” โดยเรามุ่งหวังที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนและวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่โปร่งใสเพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยจะเข้าถึงพลังงานได้อย่างเป็นธรรมและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ”นางสาวฐิติภัสร์ กล่าว

ขณะที่ พล.ต.ท.พิทยา เปิดเผยว่า ภายหลังจากสำนักงาน กขค. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร สำนักงานพลังงานจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งติดตามพฤติกรรมของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายจังหวัด ในระหว่างเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2569 ซึ่งการลงพื้นที่ดังกล่าวทำให้ได้ข้อมูล จนนำไปสู่มติ กขค. ที่รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี 2 เรื่อง ได้แก่

“1.กรณีการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาสูงเกินสมควรของคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง หลังตรวจสอบพบว่า คลังน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทองจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้ผู้ค้ารายย่อยในราคาสูงกว่าราคาต้นทุน อ้างอิงตามเกณฑ์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกำหนดราคาขายสินค้าอย่างไม่เป็นธรรมและกีดกันการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น อันอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 (1) และ/หรือมาตรา 57 (1) และ 2) กรณีการระงับ ลด หรือจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในภาพรวมของประเทศ กรณีผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ได้จำกัดการจัดสรรน้ำมันให้แก่ผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) โดยอ้างเหตุผลว่าต้องสำรองน้ำมันไว้ให้สถานีบริการในเครือข่ายก่อน ขณะที่สถานีบริการในเครือข่ายก็ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำมันเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทำให้ผู้ค้าส่งและสถานีบริการอิสระในพื้นที่ต้องหันไปจัดหาน้ำมันจากโรงกลั่นเพียงแห่งเดียวที่ยังเปิดจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นและต้องรอรับน้ำมันนานกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม การระงับ ลด หรือจำกัดการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อลดปริมาณสินค้าให้ต่ำกว่าความต้องการของตลาด และการกีดกันการประกอบธุรกิจของคู่ค้าอย่างไม่เป็นธรรม อันอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 (2)(3) และมาตรา 57 (1)(2)(3) นั้น”

“วันนี้ กขค. ได้รับพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้นำคณะผู้บริหาร กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เข้ามาส่งมอบข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันอาจมีการกระทำที่ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งนี้ กขค. ยืนยันว่า จะเร่งรัดพิจารณาคดีทั้ง 2 กรณีข้างต้นตามกระบวนการทางกฎหมาย และจะเผยแพร่ผลการพิจารณาให้สาธารณชนทราบโดยเร็วต่อไป”