ภาพยนตร์เรื่อง A Civil Action สร้างจากเรื่องจริงของคดีสิ่งแวดล้อมในเมือง Woburn รัฐ Massachusetts ประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องราวของครอบครัวหลายครอบครัวที่เชื่อว่า การเจ็บป่วยและเสียชีวิตของบุตรหลานมีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำของชุมชน จนนำไปสู่การฟ้องร้องบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนดังกล่าว
คดีลักษณะนี้ชวนให้นึกถึงคำว่า “Class Action” หรือ “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม” ในบ้านเรา เพราะมีผู้ได้รับความเสียหายหลายคน มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกัน และมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายบางประการร่วมกัน แม้นว่าคดีที่เป็นต้นเรื่องของ A Civil Action มิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในรูปแบบ “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม” หากเป็นการดำเนินคดีแบบแพ่งสามัญที่มีผู้เสียหายเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในการดำเนินคดี และตรงนี้เองทำให้ A Civil Action เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจในการทำความเข้าใจว่า เหตุใดกฎหมายจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม”
เมื่อผู้เสียหายหลายคนต้องต้องฟ้องร้องดำเนินคดีเป็นโจทก์ สิ่งหนึ่งที่ภาพยนต์เรื่อง A Civil Action ถ่ายทอดให้เห็นอย่างชัดเจน คือความยากลำบากของการดำเนินคดีของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนพยานหลักฐานจำนวนมาก การตรวจสอบสารเคมีในดินและน้ำ ตลอดจนใช้พยานผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างสารเคมีที่ปนเปื้อนกับความเจ็บป่วยของผู้เสียหาย ฝ่ายจำเลยเองก็ต้องโต้แย้ง หักล้างข้อกล่าวหาของโจทก์ รวบรวมพยานหลักฐาน จัดหาผู้เชี่ยวชาญ และพิสูจน์ข้อต่อสู้ของตนว่าความเสียหายไม่ได้เกิดจากการกระทำของตน

การดำเนินคดีประเภทนี้จึงต้องใช้เวลา บุคลากร ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรจำนวนมาก อย่างไรก็ตามความยากลำบากทั้งหมดในภาพพยนต์เรื่อง A Civil Action ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคดีนั้นไม่ได้เป็น “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม” แต่เพราะไม่ว่าคดีจะดำเนินด้วยกระบวนพิจารณารูปแบบใด ผู้กล่าวอ้างก็ยังต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตน และหักล้างข้อกล่าวอ้างของอีกฝ่าย
สำหรับประเทศไทย “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม” ได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ ๒ วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้น หมวด ๔ การดำเนินคดีแบบกลุ่ม มาตรา ๒๒๒/๑ ถึงมาตรา ๒๒๒/๔๙ โดยกำหนดให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มพร้อมกับคำฟ้อง และศาลจะต้องไต่สวนเพื่อพิจารณาว่า คดีนั้นมีลักษณะและเงื่อนไขเหมาะสมที่จะดำเนินด้วยวิธีพิจารณาแบบกลุ่มหรือไม่ โดยฝ่ายจำเลยมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านการดำเนินคดีแบบกลุ่มได้
การมีผู้เสียหายจำนวนมากไม่ได้ทำให้คดีหนึ่งกลายเป็นคดีแบบกลุ่มเสมอไป ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ศาลจะพิจารณาเงื่อนไขหลายประการ เช่น ลักษณะร่วมกันของกลุ่ม จำนวนสมาชิก ตลอดจนความเหมาะสมของโจทก์ที่เป็นตัวแทน และทนายความของกลุ่มโจทก์ โดยมีแนวคิดสำคัญว่า การดำเนินคดีแบบกลุ่มต้องมีความยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกว่าการดำเนินคดีแบบปกติ เหตุผลที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพราะผลของคดีแบบกลุ่มมิได้จำกัดอยู่เฉพาะโจทก์ผู้ดำเนินคดี แต่ยังอาจมีผลผูกพันสมาชิกกลุ่มอีกจำนวนมาก แม้บุคคลเหล่านั้นจะมิได้เข้ามาดำเนินคดีด้วยตนเอง ดังนั้น ฝ่ายโจทก์จึงต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า คดีมีคุณสมบัติและเงื่อนไขเหมาะสมที่จะดำเนินในรูปแบบคดีแบบกลุ่มหรือไม่
คำสั่งของศาลในชั้นนี้จึงตอบเพียงว่า ข้อพิพาทควรดำเนินต่อไปด้วยกระบวนพิจารณาแบบกลุ่มหรือไม่ การที่ศาลมีคำสั่งรับให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม คือ “วิธีการดำเนินคดี” ไม่ใช่ ผลของคดี มิใช่การพิจารณาและวินิจฉัยว่า “จำเลยกระทำผิด หรือต้องรับผิดอย่างไร” ในทางกลับกัน หากศาลไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ก็ไม่ได้หมายความว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลเหตุที่ศาลจะรับฟัง
คำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มไม่ใช่ปลายทางของคดี แต่เป็นประตูเข้าสู่กระบวนพิจารณาแบบกลุ่ม โจทก์ยังต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง โดยนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนตามฟ้อง จำเลยยังมีสิทธิต่อสู้คดี นำพยานหลักฐานเข้าสืบ หักล้างพยานฝ่ายตรงข้าม และนำสืบในข้อต่อสู้ของตนตามกระบวนการ ท้ายที่สุดจึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะวินิจฉัยจากพยานหลักฐานและมีคำพิพากษาว่า จำเลยต้องรับผิดหรือไม่ และหากต้องรับผิด จะต้องรับผิดเพียงใด
การพิจารณาคดีแบบกลุ่ม ไม่ได้มีขึ้นเพื่อทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะคดีง่ายขึ้น แต่มีขึ้นเพื่อทำให้ข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เป็นกระบวนการยุติธรรมที่เข้าถึงได้โดยง่าย
จากภาพยนตร์เรื่อง A Civil Action สิ่งที่ภาพยนตร์ทำให้เราเห็น คือ ความซับซ้อนของข้อพิพาทที่มีผู้เสียหายหลายคน การพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ต้นทุนมหาศาลของการดำเนินคดี และความยากลำบากของทั้งสองฝ่ายในการนำข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การต่อสู้คดีของจำเลยอย่างเข้มข้น ที่ได้รับแรงกดดันจากกระแสสังคม
ดังนั้น หากจะสรุป “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม” ด้วยข้อความสั้น ๆ อาจกล่าวได้ว่าคำสั่งของศาลในการรับเป็นคดีกลุ่มคือการกำหนดวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาที่จะเป็นประโยชน์ต่อคู่ความ ไม่ใช่การตัดสินว่าใครถูกหรือผิด ไม่ได้แปลว่าโจทก์ชนะ หรือจำเลยแพ้ เพราะในขั้นตอนนี้ศาลยังไม่ได้ตอบว่า “ใครผิด” เมื่อกระบวนพิจารณานั้นดำเนินไปอย่างครบถ้วนแล้ว จึงจะถึงเวลาที่ศาลจะบอกว่า “ใครถูกใครผิด ใครมีสิทธิ ใครมีหน้าที่ และใครต้องรับผิดตามกฎหมาย” แต่ไม่ว่าจะดำเนินเป็นคดีแบบกลุ่มหรือคดีแพ่งสามัญ หลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมยังคงเหมือนเดิม



