เปิดมหากาพย์ 3 สีกาฉาว กอล์ฟ-เก็น-เอ๋ เสพเมถุน-ยักยอกเงินวัด เขย่าวงการสงฆ์ไทย

10.09.26 | 18:41 น.

เปิดมหากาพย์ 3 สีกาฉาว กอล์ฟ-เก็น-เอ๋ เสพเมถุน-ยักยอกเงินวัด เขย่าวงการสงฆ์ไทย

ปฏิบัติการบุกจับกุม พระอติโชติ (พระวชิรญาณ วิ.) หลวงพ่ออติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา คากุฏิ ขณะกำลังฉันเช้า กลายเป็นชนวนเหตุสะเทือนวงการสงฆ์ครั้งล่าสุด


คดีที่เริ่มจากความสัมพันธ์ส่วนตัวและพฤติกรรม เสพเมถุน เช้ามืด  ขยายวงไปสู่การเปิดแผลฉาวเรื่องการยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท การฟอกเงิน และการใช้หลักฐานดิจิทัลกดดันเรียกรับผลประโยชน์ ปรากฏการณ์นี้ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ ของทั้งกระบวนการยุติธรรมและวงการสงฆ์ไทย เมื่อความสัมพันธ์ฉาว ระหว่างพระผู้ใหญ่กับสีกา ถูกนำไปเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางการเงิน

และสะท้อนช่องโหว่ร้ายแรงของระบบกำกับดูแลทรัพย์สินภายในวัด ตั้งแต่คดี “สีกากอล์ฟ” ต่อเนื่องถึง “สีกาเก็น” และกรณีล่าสุด “สีกาเอ๋” แม้รายละเอียดของแต่ละคดีจะแตกต่างกัน

แต่สิ่งที่ปรากฏร่วมกันคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพระกับสีกา ที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางการเงิน และสะท้อนช่องโหว่ของระบบกำกับดูแลทรัพย์สินภายในวัด

Advertisement

สีกากอล์ฟ คลิป 8 หมื่นไฟล์-เงินหมุน 385 ล้าน

หนึ่งในคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือกรณี “สีกากอล์ฟ” หรือ น.ส.วิลาวัลย์ วัย 35 ปี ซึ่งถูกกล่าวถึงจากกรณีความสัมพันธ์กับพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ และมีการเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูสูงถึง 7.2 ล้านบาท

การสืบสวนของตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ขยายผลจากเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวไปสู่การตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเส้นทางการเงิน

เจ้าหน้าที่พบไฟล์ภาพและคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับพระสงฆ์มากกว่า 80,000 ไฟล์ ขณะเดียวกันการตรวจสอบบัญชีธนาคารพบเงินหมุนเวียนประมาณ 385 ล้านบาทในช่วง 3 ปี โดยมีการถอนและเคลื่อนย้ายเงินออกไปจนเหลือเงินในบัญชีเพียงประมาณ 8,000 บาท

ข้อมูลจากการสืบสวนยังเชื่อมโยงเงินบางส่วนกับการพนันออนไลน์ ทำให้คดีไม่ได้หยุดอยู่เพียงประเด็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ขยายไปถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฟอกเงินและความผิดที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน

คดีดังกล่าวยังส่งผลให้มีการตรวจสอบพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูป และมีรายงานพระที่เกี่ยวข้องลาสิกขาหลายรูป ขณะที่สีกากอล์ฟถูกดำเนินคดีหลายข้อหา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฟอกเงิน และรับของโจร

สีกาเก็น-เงินวัดไร่ขิง 2,000 ล้าน

อีกคดีที่สะเทือนวงการสงฆ์ คือคดีวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จ.นครปฐม ซึ่งมี “ทิดแย้ม” หรืออดีตพระธรรมวชิรานุวัตร เป็นผู้ต้องหาสำคัญในคดีเกี่ยวกับการเบียดบังเงินของวัดและมูลนิธิ มูลค่าความเสียหายที่ถูกกล่าวถึงสูงกว่า 2,000 ล้านบาท  ตำรวจกองปราบปรามใช้เวลาสืบสวนและเก็บพยานหลักฐานเป็นเวลานาน โดยมีการปฏิบัติการแฝงตัวเข้าไปภายในวัดนานหลายเดือน เพื่อเจาะข้อมูลและตรวจสอบเครือข่ายทางการเงิน

หนึ่งในเส้นทางสำคัญที่ถูกตรวจสอบ คือเงินจำนวนประมาณ 847 ล้านบาทที่ถูกโอนไปยัง “สีกาเก็น” หรือ น.ส.อรัญญาวรรณ หญิงคนสนิท ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์

เงินดังกล่าวถูกนำไปเกี่ยวข้องกับการพนันและการซื้อทรัพย์สิน ทั้งที่ดินและบ้านหรู มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ภายในระยะเวลาไม่นาน

คดีจบลงด้วยคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งลงโทษอดีตพระธรรมวชิรานุวัตรจำคุก 50 ปี ขณะที่สีกาเก็นและผู้เกี่ยวข้องถูกพิพากษาจำคุกคนละ 8 ปี ในฐานะผู้สนับสนุนตามที่ศาลวินิจฉัย

สีกาเอ๋ คดีล่าสุด ยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท 

คดีเก่ายังไม่จาง กรณี “สีกาเอ๋” น.ส.ปุณยวีร์ กลายเป็นอีกคดีที่ถูกจับตามอง โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายนอกกับพระเถระ และการเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหรือเงินบริจาคของวัด

พบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท โดยมีการออกใบอนุโมทนาบัตรและโอนเงินไปยังบุคคลใกล้ชิด  พบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดภายในกุฏิ รวมถึงข้อมูลทางการเงิน กลายเป็นส่วนสำคัญในการคลี่คลายพฤติการณ์ของคดี 

พฤติการณ์ที่ปรากฏทำให้เกิดคำถามถึงระบบควบคุมและตรวจสอบเงินวัดว่า มีช่องว่างมากเพียงใด และเหตุใดบุคคลภายนอกจึงสามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อการจัดการทรัพย์สินของวัดได้

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจาก สีกากอล์ฟ – สีกาเก็น จนถึง สีกาเอ๋  อาจไม่ยุติ เพียงการดำเนินคดีเอาผิดผู้กระทำผิด แต่เป็นสัญญาณ บ่งชี้ว่า ระบบบริหารจัดการเงินวัดและกลไก ตรวจสอบภายใน อาจต้องถูกยกเครื่องอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ศรัทธาของประชาชนต้องตกเป็นผู้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของคนเพียงไม่กี่คน!!