เปิดคำฟ้อง สมีโชติ ตั้งมูลนิธิหวันโชติบังหน้า สีกาเอ๋ ใช้ชื่อลูก ถือครองบ้าน-รถฟอร์จูเนอร์

12.09.26 | 14:43 น.

เปิดคำฟ้องตร.กองปราบ พบ สมีโชติเปิดบัญชี มูลนิธิหวันโชติ บังหน้าโยกเงินบูชาวัตถุมงคลเข้าบัญชีตัวเอง

รายงานข่าวแจ้งว่า ตามที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ควบคุมตัว นายอติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาที่ 1 และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ ผู้ต้องหาที่ 2 ไปฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ภาค 1 จังหวัดสระบุรี ต่อมาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองครั้งแรกมีกำหนด 12 วัน นับแต่วันที่ 11-23 กันยายน โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสองเป็นบุคคลตามหมายจับ ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงินและความผิดตามกฎหมายอื่นที่มีอัตราโทษสูงที่จะต้องสอบสวนเส้นทางการเงินและขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 (2), (5) จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสอง และยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองนั้น


พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องฝากขังว่า นายอติโชติ ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่น เอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตาแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสมคบโดยการ ตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทาความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทาความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(5), 5, 10, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4

กล่าวหาผู้ต้องหาที่ 2 ว่ากระทำความผิดฐาน “สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตาแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตาแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและสมคบ โดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทาความผิดฐาน ฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, มาตรา 157, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(5), มาตรา 5, และมาตรา 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 นั้น

สืบเนืองจากเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ได้รับหนังสือร้องเรียนแจ้งเบาะแสจากผู้ประสงค์ ไม่ออกนาม ร้องเรียน พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์กรณีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว กับนางสาวปุณยวีร์หรือสีกา เอ๋ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งแต่กลับมีทรัพย์สิน เพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ

Advertisement

เมื่อตรวจสอบพฤติการณ์พบว่ามีการใช้อำนาจในการเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพุธไธศวรรย์สั่งการอนุญาตให้มีการออกใบอนุโมทนาบัตรของวัดพุทไธศวรรย์ แก่บุคคลผู้เลื่อมใสชาระเช่าบูชาวัตถุมงคลต่าง ๆ ของตนเองซึ่งได้จัดสร้างขึ้น โดยภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนวิธีการออกใบรับบริจาคจากกรมสรรพากร ได้พยายามจัดตั้งมูลนิธิหวันโชติและเปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี *****ชื่อบัญชี มูลนิธิหวันโชติ ขึ้นมาแทน โดยมีเจตนาเพื่อหลบเลี่ยง การตรวจสอบว่ามีการโอนเงินค่าเช่าบูชาวัตถุมงคลเข้าบัญชีส่วนตัวของตนผ่านบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี *** ชื่อบัญชี พระวชิรญาณ และบัญชีอื่นๆ ก่อนหน้านี้ โดยมีหลักฐาน ยืนยันว่าได้มีการออกใบอนุโมทนาบัตรแบบ e-Donation ของวัดพุทไธศวรรย์ให้กับผู้โอนเงินชาระ ค่าวัตุมงคลผ่านบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์เลขที่บัญชี *******ชื่อบัญชี มูลนิธิหวันโชติ รวมถึงการออกใบอนุโมทนาบัตรแบบเขียนด้วยลายมือเพื่อร่วมทำบุญเพื่อบูรณะปฏิสังขรวัดผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี *****ชื่อบัญชี พระวชิรญาณ ที่ไม่ถูกต้องตามวิธีการของ กรมสรรพกร จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินไม่พบการนำเงินเข้าบัญชีของวัดพุทไธศวรรย์ เพื่อใช้จ่ายในกิจการของวัดแต่อย่างใด

พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) ในฐานะเจ้าอาวาส ขณะนั้น ย่อมทราบระเบียบ ที่ออกโดยสำนักพุทธศาสนาดีว่า ไม่สามารถออกใบรับรองการบริจาคในกรณีดังกล่าวได้ แสดงให้เห็นเจตนาว่าต้องการนาเงินที่ประชาชนโอนชำระค่าเช่าบูชาวัตถุมงคลโดยจูงใจให้หลงเชื่อว่าเงินที่ทำบุญจะได้ไปทานุบารุงวัดไปเป็นเงินของตนเองโดยทุจริต ทั้งนี้ เบื้องต้นมีหลักฐานการโอนเงินออกใบอนุโมทนาบัตรกับบุคคลที่โอนเงินชาระค่าเช่าบูชาวัตถุมงคล รวม 22 รายการ รวมเป็นเงิน 2,828,496 บาท และพยานบุคคลยืนยันว่าได้รับการสั่งการจากเจ้าอาวาสให้ดาเนินการอนุมัติออกใบอนุโมทนาบัตรจริง รวมถึงใบอนุโมทนาบัตร ซึ่งระบุเพื่อทาบุญบูรณะปฏิสังขรณ์วัด จานวน 89,200,000 บาท รวมมูลค่า ที่วัดต้องเสียผลประโยชน์เบื้องต้นเป็นเงินทั้งสิ้น 92,028,496 บาท และจากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังยังพบว่ามีแชทการสนทนาอนุญาตให้มีการออกใบอนุโมทนาบัตรกับการจาหน่ายวัตถุมงคล โดยโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 575-461487-6 ชื่อบัญชี พระวชิรญาณ โดยหลักฐานการออกใบอนุโมทนาบัตรเก็บอยู่ภายในวัดเนื่องจากเป็นการเก็บไว้โดยไวยาวัจกร

การกระทำของพระอติโชติ เป็นการประพฤติตนเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาใช้ประโยชน์ในการที่ตนเองดำรงตาแหน่งเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของวัด เบียดบังเงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อทำนุบำรุงวัดเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตาแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจ ในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

สำหรับกรณี นางสาวปุณยวีร์ หรือ เอ๋ รุ่งเรือง สีกาซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวโดยมีเพศสัมพันธ์กับพระวชิรญาณ (อติโชติ ทันประเสริฐ) มีพฤติการณ์รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของพระวชิรญาณ (อติโชติ ทันประเสริฐ) เป็นผู้สนับสนุนพระวชิรญาณ (อติโชติ ทันประเสริฐ) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของวัด แต่กลับเบียดบังเงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อทานุบารุงวัด เป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติอย่างใดในตาแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อานาจในตาแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินประกอบกับข้อมูลธุรกรรมที่ต้องรายงาน ปปง. พบว่ามีบัญชีส่วนตัวที่เปิดในนามของพระวชิรญาณ (อติโชติ ทันประเสริฐ) มีการถอนเงินสดออกเป็น จำนวนมาก แต่พบว่าผู้หญิงใกล้ชิดกับพระวชิรญาณ (อติโชติ ทันประเสริฐ) คือ นางสาวปุณยวีร์หรือเอ๋ ปรากฏตามคลิปที่มีเพศสัมพันธ์กันกับพระนั้น มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 1-2 ปี โดยไม่พบข้อมูลการประกอบอาชีพและส่งรายได้แก่กรมสรรพากร โดยปัจจุบันเป็นเจ้าของที่ดินบ้าน ทาวเฮ้าส์ จำนวน 2 หลัง (ใช้ชื่อลูกสาวครอบครอง 1 หลัง) มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท, รถยนต์ยี่ห้อ Toyota รุ่น ฟอร์จูนเนอร์ เบื้องต้นอำพรางโดยไม่ใส่ชื่อตนเองเป็นผู้ครอบครอง เช่นเดียวกับบ้าน ทาวน์เฮ้าส์อีกหลังซึ่งซื้อในเวลาใกล้ชิดกันโดยปิดบังอำพรางด้วยการใส่ชื่อบุตรสาวซึ่งเป็นนักศึกษา ชั้นปีที่ 2 ไม่มีความสามารถเพียงพอจะซื้อบ้านหลังดังกล่าวได้อย่างแน่นอน รวมถึงเงินฝากในบัญชีธนาคารที่ปัจจุบันมีคงเหลือมากกว่า 5 ล้านบาท

จากพฤติการณ์ของ นางสาวปุณยวีร์ หรือ เอ๋ รุ่งเรือง น่าเชื่อว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นรับเงินจากพระวชิรญาณ (อติโชติ ทันประเสริฐ) แล้วนามาเปลี่ยนสภาพเพื่อปิดบังอำพรางที่มาของทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุ ที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งทำให้วัดพุธไธศวรรย์เสียหาย ทั้งนี้ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธ เหตุเกิดที่ วัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอีกหลายท้องที่เกี่ยวพันกัน เมื่อระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 (วันที่พบการกระทำความผิดครั้งแรก) ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 (วันที่พบการกระทาความผิดครั้งล่าสุด) ต่อเนื่องกัน