เปิดแฟ้มเส้นเงิน1.5 พันล้านดอลลาร์ จากเจ็ตหรู ถึงหุ้นไทย ผ่านใคร ชื่อ วรภัค โผล่สภาสหรัฐฯ
ชื่อ “วรภัค ธันยาวงษ์” กลับมาอยู่กลางวงสนทนาอีกครั้ง เมื่อ 2 ประธานคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ขอให้ตรวจสอบบุคคลและนิติบุคคล 28 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และโครงสร้างทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีชื่ออดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทยรวมอยู่ในบัญชีดังกล่าวด้วย
รายงานสืบสวนระดับโลกกำลังเปิดแผล เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ มูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่โยงใยจากศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ลำเลียงผ่านสถาบันการเงินและกองทุนในสิงคโปร์และลาว
ก่อนเข้าสู่ตลาดทุนไทย และกลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับนานาชาติ เมื่อปรากฏชื่อของ “วรภัค ธันยาวงษ์” ในหนังสือขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบ

มติชนออนไลน์ พาย้อนกลับ ไปยังจุดเริ่มต้นของการสืบสวนโดย “ทอม ไรต์” และทีม “เวล ฮันติง” (Project Brazen) ซึ่งไม่ได้เริ่มจากคดีฉ้อโกงทั่วไป แต่เริ่มจากการแกะรอย เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว Gulfstream G550 มูลค่าราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกจัดหาให้ “ยิม ลีค” นักธุรกิจชาวกัมพูชา โดยมี “เบนจามิน มาวเออร์เบอร์เกอร์” หรือ “เบน สมิธ” เป็นผู้ประสานงานหลัก
ทีมสืบสวนระบุว่า ทรัพย์สินหรูหรา เหล่านี้ถูกค้ำยันด้วยเงิน จากศูนย์สแกมเมอร์ การหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี หรือ “พิก บุตเชอริง” และการบังคับใช้แรงงานในกัมพูชา ก่อนถูกเคลื่อนผ่านระบบคริปโทฯ และธนาคารหลายชั้น เพื่อเข้าสู่ระบบการเงินปกติ
ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับสาระในหนังสือของ ไบรอัน มาสต์ และ จอห์น มูลเลนาร์ สองประธานคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายดังกล่าว
เส้นทางเงินไม่ได้ผ่านเพียงบัญชีเดียว แต่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างซับซ้อน ตั้งแต่ BIC Bank และ Capital Asia Investments หรือ CAI ในสิงคโปร์
ก่อนข้ามมาฝั่งไทย ผ่านการเข้าถือหุ้น 29.29% ในบริษัท ฟินันเซีย เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ FSS โดย Pilgrim Finansa Investment Holding บริษัทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ซึ่งมีชื่อ วรภัค ธันยาวงษ์ ถือหุ้น 60% และ ช่วงชัย นะวงศ์ ถือหุ้น 40% เป็นผู้ก่อตั้ง
รายงานสืบสวน พยายามเชื่อมโยงว่า ธุรกรรมทำ Tender Offer ดังกล่าวมีการใช้วงเงินสินเชื่อถึง 50.25 ล้านดอลลาร์จาก BIC Bank Lao
นี่คือ “เส้นแบ่งสำคัญ” เพราะการถือหุ้น FSS เป็นธุรกรรมที่มีเอกสารตลาดทุนไทยรองรับ ขณะที่การระบุว่าธุรกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงินจากเครือข่ายสแกมเมอร์ ยังเป็นข้อกล่าวหาจากรายงานสืบสวน ซึ่งนายวรภัคปฏิเสธ
สำหรับ นายวรภัค เป็นนักการเงิน การนายธนาคารที่มีประสบการณ์ เคยดำรงตำแหน่งใน Bank of America, Deutsche Bank, JPMorgan Chase และเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ก่อนเข้ารับตำแหน่ง รมช.คลัง ในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือนกันยายน 2568 และลาออกในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน รวมเวลาบนเก้าอี้ประมาณ 33 วัน
ส่วนข้อกล่าวหาที่ถูกเชื่อมโยง นายวรภัค ชี้แจงว่า ภาพ “Board Adviser” ของ BIC Group ไม่ได้หมายความว่าเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือได้รับค่าตอบแทน ขณะที่ธุรกรรม 2.94 ล้าน USDT ที่ถูกกล่าวถึงในส่วนของภรรยา “กนกพร ธันยาวงษ์” ก็ถูกปฏิเสธ โดยยืนยันว่าภรรยาไม่เคยมีบัญชีคริปโทฯ และไม่เคยได้รับเงินดังกล่าว ส่วนการถือหุ้น FSS วรภัคยืนยันว่าเป็นธุรกรรม Management Buyout ที่ดำเนินการตามกฎหมาย

แรงสะเทือนล่าสุด เกิดขึ้นวันที่ 15 กันยายน 2569 เมื่อ ไบรอัน มาสต์ และ จอห์น มูลเลนาร์ ส่งหนังสือถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ขอให้ตรวจสอบบุคคลและนิติบุคคล 28 ราย เช่น เบน สมิธ, ยิม ลีค และฮุน โต โดยมีชื่อ วรภัค ธันยาวงษ์ รวมอยู่ด้วย เพื่อพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์มาตรการคว่ำบาตรหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การมีชื่อในหนังสือขอให้ตรวจสอบ ยังไม่ใช่คำตัดสินความผิด และไม่ใช่คำสั่งคว่ำบาตร
ขณะเดียวกัน ในประเทศไทย ปปง.และตำรวจสอบสวนกลางได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย ยิม ลีค–เบน สมิธ รวมมูลค่ากว่า 20,392 ล้านบาท จาก 102 รายการ รวมถึงเรือซูเปอร์ยอชต์ Wanderlust ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องแยกออกจากข้อกล่าวหาต่อตัว วรภัค โดยตรง 
หลังชื่อปรากฏในหนังสือ นายวรภัค ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ scam centers การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเตรียมนำเอกสารหลักฐานส่งให้ OFAC ตรวจสอบ ส่วนธุรกรรม FSS เจ้าตัวยืนยันว่าเป็น Management Buyout ที่ดำเนินการตามกฎหมาย
ขณะที่เอกสาร ก.ล.ต.ระบุโครงสร้างผู้ถือหุ้นและแหล่งเงินทุนของ Pilgrim Finansa ไว้อย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าได้ดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อกล่าวหาบางรายในไทย
ทั้งนี้จากเครื่องบินเจ็ต 20 ล้านดอลลาร์ สู่เครือข่ายธุรกิจในกัมพูชา ลาว บริษัทการเงินในสิงคโปร์ และธุรกรรมในตลาดทุนไทย ก่อนชื่อวรภัคไปปรากฏในหนังสือของสภาสหรัฐฯ
สิ่งสำคัญ จึงยังไม่ใช่เพียงถามว่า “ใครอยู่ในรายชื่อ” แต่คือ เงินมาจากไหน ผ่านใคร และไปจบอยู่ที่ใด เพราะเอกสารอาจบอกได้ว่า ใครถือหุ้น ใครเป็นคู่ธุรกิจ ใครทำธุรกรรมกับใคร แต่สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือ ต้นทางของเงินก้อนนั้น และเมื่อไล่เส้นเงินย้อนกลับไปถึงต้นทาง คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่แค่ “ใครอยู่ในแฟ้ม” แต่คือ “ใครอยู่หลังเงินก้อนนั้น”




