เจาะลึก เหตุการณ์ มั่วบ้านงาน จาก หมวดนัท ประกบ อนุทิน ถึง นุช วง หนุ่มกรรชัย ทำเพื่ออะไร

21.09.26 | 18:13 น.

เจาะลึก เหตุการณ์ มั่วบ้านงาน หมวดนัท ประกบ อนุทิน ถึง นุช กลางวง หนุ่ม กรรชัย ทำเพื่ออะไร

จากกรณีภาพ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง  กำลังให้สัมภาษณ์ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 กลายเป็นภาพชวนสงสัย เมื่อหญิงสาวรายหนึ่งก้าวเข้าไปยืนอยู่กลางวง จนถูกมองว่าอาจเป็นทีมงานหรือผู้ติดตาม


ซึ่งแต่ภายหลัง “หนุ่ม กรรชัย” ระบุว่าไม่รู้จัก ขณะที่ “นุช” ออกมาชี้แจงว่าเดินทางไปฟังคดี ทำงานด้านโฆษณาและออแกไนซ์ และยอมรับว่าเข้าเฟรมโดยไม่ได้รับเชิญ พร้อมปฏิเสธเจตนาแอบอ้างหรือหวังผลประโยชน์

นี่คือปมของ เหตุการณ์ที่เรียกันว่า “มั่วบ้านงาน” ในวันที่การเข้าไปอยู่ในพื้นที่สำคัญนั้น อาจสร้างทั้งภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเข้าใจผิด ได้เร็วกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ปี 2569 มี 2 เหตุการณ์ที่สะท้อนประเด็นนี้ในคนละมุม ทั้งกรณี “หมวดนัท” ในพื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ และ “นุช” ที่เข้าไปอยู่ในวงสัมภาษณ์ของ “หนุ่ม กรรชัย”

Advertisement

ทั้ง2กรณีมีข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “ภาพ” สามารถทำให้คนคนหนึ่งดูเหมือนเป็นผู้เกี่ยวข้อง ก่อนที่ใครจะตรวจสอบตัวตนอ างจริงจัง

หากย้อนไป ในคืนวันที่ 12 ต่อเนื่องวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากที่เข้าพื้นที่เพื่อทำหน้าที่

หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองคือชายที่รู้จักในชื่อ “หมวดนัท” หรือ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ ซึ่งปรากฏตัวในชุดลักษณะคล้ายเครื่องแบบทหาร พร้อมอุปกรณ์สื่อสาร และอยู่ใกล้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะลงพื้นที่ ก่อนให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน

ต่อมา วันที่ 15 กรกฎาคม เจ้าตัวเข้าพบตำรวจ สน.พหลโยธิน และมีรายงานถึงการดำเนินคดีในประเด็นเกี่ยวกับการแต่งกายหรือเครื่องหมาย การใช้วิทยุสื่อสาร และการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ต่อมา ล่าสุด 17 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ขณะ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับ “ปู มัณฑนา”ภาพที่เผยแพร่ออกไปปรากฏหญิงสาวรายหนึ่งยืนอยู่ในวงสัมภาษณ์ จนเกิดคำถามว่าเป็นทีมงาน ผู้ติดตาม หรือเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด

ต่อมา หนุ่ม กรรชัย ระบุว่า ไม่รู้จักหญิงคนดังกล่าว

หญิงรายนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า “นุช” ออกมาชี้แจงว่า ทำงานด้านโฆษณาและออแกไนซ์ เดินทางไปศาลเพื่อฟังคดี และยอมรับว่าเข้าไปอยู่ในเฟรมสัมภาษณ์โดยไม่ได้รับเชิญ พร้อมกล่าวขอโทษผู้เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรือแสวงหาผลประโยชน์จากภาพดังกล่าว

ดังนั้น กรณีนี้ยังไม่ควรสรุปว่าเป็นการแอบอ้างตัวตน หรือมีเจตนาหลอกลวง เพียงจากการปรากฏตัวในภาพ

แต่เหตุการณ์กลับทำให้เห็นว่า คนที่ไม่มีใครยืนยันว่าเป็นทีมงาน สามารถเข้าไปอยู่ในวงสัมภาษณ์ได้ และภาพที่ออกสู่สาธารณะก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจไปอีกแบบ

คำตอบส่วนหนึ่งอาจอธิบายได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาสังคมที่เรียกว่า Social Proof หรือ “หลักฐานทางสังคม”  พูดง่ายๆ คือ เมื่อเราไม่รู้ข้อมูลทั้งหมด เรามักใช้สิ่งที่คนรอบข้างทำหรือสิ่งที่เห็นตรงหน้า เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เช่น  คนหนึ่งยืนอยู่ข้างบุคคลสำคัญ  เดินเข้าออกพื้นที่ได้  มีอุปกรณ์สื่อสาร  หรือยืนอยู่ในวงสัมภาษณ์โดยไม่มีใครห้าม ภาพเหล่านี้อาจทำให้คนรอบข้างคิดว่า

ถ้าไม่ใช่คนของงาน แล้วจะเข้ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร? 

จากนั้นการรับรู้ของผู้คนที่เห็นภาพกดังกล่าว ก็อาจเดินหน้าต่อไปเอง  สุดท้ายกลายเป็นว่า ทุกคนเข้าใจว่ามีคนอื่นตรวจสอบแล้ว ทั้งที่จริงอาจไม่มีใครตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ในโซเซียล ภาพถ่ายหนึ่งเฟรม สามารถทำให้คนคนหนึ่งดูเหมือนเป็นคนสำคัญ

ทีมงาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ใกล้ชิดใครบางคนได้ สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า “เขาเนียนแค่ไหน”

แต่คือ “ระบบรอบตัวปล่อยให้ความเข้าใจ นั้นเกิดขึ้นได้นานแค่ไหน” ทั้ง2เหตุการณ์ ทั้งหมวดนัท – นุช  สะท้อนให้เห็น คือบางครั้ง คนเราไม่ได้ถูกมองว่าเป็นใครจากหลักฐานว่าเขาเป็นใคร หากแต่ถูกมองจากสถานที่ที่เขายืน คนที่เขาอยู่ใกล้ และภาพที่ถูกบันทึกไว้ 

เมื่อ “ภาพ” ถูกส่งต่อเร็วกว่าการตรวจสอบ ตัวตนที่คนอื่นเข้าใจก็อาจถูกสร้างขึ้นไปก่อนแล้ว

และเมื่อถึงเวลาที่ความจริงถูกเปิดเผย คำถามอาจไม่ได้มีเพียงว่า “เขาเป็นใคร?” แต่อาจต้องย้อนกลับไปถามอีกว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา…ทำไมไม่มีใครถามตั้งแต่แรก?”

การได้อยู่ใกล้คนดัง การได้ปรากฏตัวในภาพข่าว  การทำให้คนอื่นเข้าใจว่าตัวเองมีสายสัมพันธ์  คอนเนคชั่น หรือเพียงต้องการเติมบางอย่างให้กับตัวตนของตัวเอง  ทั้งหมดนี้อาจเป็นเหตุผลที่แตกต่างกัน และไม่ควรถูกเหมารวมว่าเหมือนกัน  แต่เมื่อพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ

สำหรับคนบางกลุ่ม “การถูกมองว่าเป็นคนสำคัญ” มีค่ามากกว่าการเป็นตัวเองจริงๆ?

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เรากำลังเห็นอาจไม่ใช่เพียงคนที่ “มั่วเข้าไปในงาน”  แต่อาจกำลังเห็นคนที่พยายามสร้าง “ตัวตนอีกแบบ” ขึ้นต่อหน้าสายตาคนอื่น  และปมที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ…พวกเขาต้องการให้สังคมเชื่อว่า “ตัวเองเป็นใคร”

และเมื่อคนอื่นเชื่อแล้ว…พวกเขาต้องการอะไรต่อจากนั้น?