นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม รมว.ยุติธรรม หลังศาลอาญา ยกฟ้องคดี DSI กล่าวหาสมคบฟอกเงิน The iCon Group 2.5 ล้านบาท
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช พร้อมด้วย นายวิฑูรย์ เก่งงาน หรือทนายวิฑูรย์ ร่วมกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เคยดำเนินคดีกับตนเองในกรณีร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาท โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง 1.นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช 2.นางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ มารดานายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช 3.นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล อดีตประธานบริหารบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด และบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ
ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 69 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดี โดยศาลพิเคราะห์แล้วพบว่า การนำสืบของโจทก์รับฟังได้เพียงว่าหลังเกิดคดีดิไอคอน จะมีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้าน พนักงานสอบสวนดีเอสไอผู้รับผิดชอบคดีได้ตรวจพบความเชื่อมโยงระหว่างจำเลยที่ 1-3 และคนรักของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งหมดรับโอนและโอนเงินด้วยบัญชีของตนเองทั้งสิ้น ไม่มีการใช้บัญชีของผู้อื่น การนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่มาจากการกระทำความผิด และไม่มีการปกปิดแหล่งที่มา หรือซุกซ่อน หรือช่วยเหลือผู้อื่น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดใด หรือรู้อยู่แล้วว่าเงินได้รับมาจากการกระทำความผิด พยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง กรณีนี้ไม่จำเป็นจะต้องวินิจฉัย ศาลพิพากษายกฟ้อง
จึงเป็นเหตุให้นายสามารถ เข้าร้องทุกข์ขอให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ในประเด็นดังต่อไปนี้ น้ำหนักของพยานหลักฐาน ณ วันที่ดีเอสไอขอศาลออกหมายจับ ดีเอสไอมีหลักฐานอะไร มีน้ำหนักและความเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาอย่างไรบ้าง และความจำเป็นของหมายจับ เหตุใดดีเอสไอจึงไม่เปิดโอกาสให้ตนเองได้ชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน เหตุใดจึงเลือกใช้มาตรการจับกุมแทนวิธีการอื่นที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพน้อยกว่า และในเรื่องของความครบถ้วนเป็นธรรม ข้อมูลที่นำเสนอต่อศาลครบถ้วนหรือไม่ มีทั้งหลักฐานที่เป็นคุณและโทษต่อตนเอง หรือมีการปกปิดข้อเท็จจริงใดหรือไม่

นอกจากนี้ ความเป็นกลางและอิทธิพลมืด คณะพนักงานสอบสวนทำงานอย่างเป็นอิสระ ปราศจากอคติและมีหลักปฏิบัติเหมือนทุกคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมจึงขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วยดำเนินการให้ความเป็นธรรมต่อตนเองด้วย โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนรับเรื่อง
นายสามารถ เปิดเผยว่า กรณีที่ตนเองถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาท จนศาลพิพากษายกฟ้อง ตามมาตรา 185 โดยเป็นการยกขาว หรือยกขาดว่าตนไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ซึ่งการที่ตนมายื่นหนังสือในวันนี้ ตนต้องการให้เกิดการตรวจสอบการทำหน้าที่ของดีเอสไอ คือ 1.ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแก่รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 3 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องในสำนวนคดีฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป และ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีตนและมารดา ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหามาก่อนหน้าที่ศาลจะยกฟ้อง ว่าได้มีการนำเอาพยานหลักฐานใดไปขอศาลออกหมายจับตนเองและมารดา
2.ขอรับค่าทดแทนเยียวยาในฐานะแพะในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2559 เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีนานถึง 16 เดือน หรือ 1 ปี 4 เดือน ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถือเป็นการสูญสิ้นอิสรภาพและถูกพรากสิทธิและเสรีภาพ
นายสามารถ เปิดเผยอีกว่า สำหรับ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 เกิดขึ้นมาเพื่อแยกให้ดีเอสไอได้ทำสำนวนคดีที่มีความสลับซับซ้อน และต้องการความยุติธรรมที่มากกว่าตำรวจ ซึ่งดีเอสไอ อยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม จะเห็นได้ว่ามีคำสำคัญว่า “ยุติธรรมค้ำจุนโลก” ฉะนั้น ความยุติธรรมไม่ควรต้องเรียกหา หรือต่อสู้เพื่อให้ได้มา และตนจำได้ว่าในสมัยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเคยได้ปฏิรูปดีเอสไอไปแล้ว โดยนำ นายแพทย์ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ซึ่งเป็นคุณหมอ มาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำรวจ เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่ในดีเอสไอเป็นตำรวจ เพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน
นายสามารถ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ตนต้องเผชิญระหว่างอยู่ในเรือนจำ นาน 16 เดือน ตนก็ไม่อยากให้ใครต้องมาประสบพบเจอเช่นกัน จึงเล็งเห็นว่าดีเอสไอควรที่จะปฏิบัติกับตนเหมือนกับคนอื่น ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะการต้องยึดตามหลักนิติธรรม (Rule of law) ซึ่งก็คือความเสมอภาคทางกฎหมาย และเสมอภาคทางกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะรวยจนหรือมียศถาบรรดาศักดิ์ใดก็ต้องเสมอภาคทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่ที่ตนเห็นที่ผ่านมา อย่างคดี Forex กรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ และนักแสดงชาย นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม จะพบว่าดีเอสไอได้ให้ประกันในชั้นสอบสวน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่หากย้อนไปในคดีสมคบฟอกเงิน The iCon Group ที่ตนโดน กลับไม่ให้ตนประกันตัว ไม่มีแม้แต่การออกหมายเรียกพยานสักครั้ง ไม่มีแม้แต่การออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาหรือชี้แจง ไม่มีแม้กระทั่งจะประสานตนมาเลยว่ามันมีผู้ร้องเรียนสงสัยในเรื่องของตน จะขอให้มาชี้แจง ไม่มีเลย ไม่พูดถึงเรื่องการสอบสวน ไม่บ่งชี้ถึงพยานหลักฐานว่าตนมีเหตุในการปกปิดซ่อนเร้นจำนวนเงินในบัญชีธนาคารอย่างไรเลย

นายสามารถ เปิดเผยอีกว่า ส่วนตนรู้ตัวอีกทีก็ถูกดีเอสไอขอศาลออกหมายจับ และขอศาลออกหมายค้นไปค้นบ้านของตนอีกด้วย ทั้งยังมีการปล่อยภาพการค้นบ้านออกสู่สาธารณะ ตนจึงอยากสอบถามว่านี่คือหลักปฎิบัติของดีเอสไออย่างนั้นหรือ เหตุใดกรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จึงไม่โดนเฉกเช่นเดียวกันกับตน หรือเหตุใดนักแสดงชายอักษรย่อ ฟ.ฟัน จึงไม่โดนเช่นเดียวกันกับตน หรือแม้กระทั่ง ส.ส.จังหวัดภูเก็ต ที่มีการออกหมายเรียกพยานถึง 3 ครั้ง
นายสามารถ กล่าวต่อว่า มันคือการเลือกปฏิบัติหรือไม่ และตนอยากยกตัวอย่างให้ดูว่ากรณีของ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งทำสำนวนคดี Forex ของนายภาวุธ ซึ่งตอนนี้ตนทราบว่าเป็นหนึ่งในผู้จะได้รับการคัดเลือกเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หากตนมีเสียงที่พอสนับสนุนได้ ตนจะขอให้ ร.ต.อ.เขมชาติ ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะท่านยึดหลักว่าทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 29 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตนมองว่าคนแบบนี้เราควรส่งเสริม ซึ่งคนเก่งในดีเอสไอก็มีมาก แต่คนไม่ดีก็มีเหมือนกัน
นายสามารถ เปิดเผยอีกว่า สำหรับคำร้องที่ตนอยากขอให้กระทรวงยุติธรรมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 3 ราย ประกอบด้วย 2 ราย คือคนที่ทำคดีของตน (คดีสมคบและร่วมกันฟอกเงิน The iCon Group) ส่วนอีก 1 ราย ได้ถูกโอนย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์แล้ว ซึ่งในคดีของตน จะเห็นได้ว่า จากคนที่เคยเป็น ผอ.กองคดี กลับได้ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษถึง 2 ราย ตนจึงอยากให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตรวจสอบดูว่ามีการกลั่นแกล้ง เลือกปฏิบัติ หรือมีอคติต่อตนหรือไม่ เพราะทุกคนก็ได้รู้แล้วว่าศาลอาญาได้ยกฟ้องตน โดยยกขาว เพราะไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและไม่ได้มีพยานหลักฐานว่าตนกระทำความผิด
นายสามารถ กล่าวต่อว่า เหตุใดจึงเอาตนไปคุมขังไว้นานถึง 16 เดือน จึงต้องสอบถามว่าวันที่ดีเอสไอไปขอหมายจับต่อศาล ได้เอาหลักฐานอะไรไปยื่นต่อศาลบ้าง เพราะตนได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารจากศาลแล้วก็ไม่เจอเหมือนกัน หรือแม้กระทั่งวันสืบพยานก็ไม่เห็น และในช่วงบ่ายโมงวันนี้ ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญา เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมย้ำว่า วันนี้ตนไม่ได้แค้นใครหรือจะมาเอาคืนใครแต่อย่างใด เพราะถ้าหากตนแค้นจริง ตนคงจะไปคัดสำเนาคำคำสั่งศาลปกครองสูงสุดกรณีที่ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ กับ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล ขาดคุณสมบัติหรือไม่ เหตุใดจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ แต่ตนก็ไม่ได้เอามา เพราะมองว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น แต่วันนี้ตนมาเพื่อมาทำให้เป็นบรรทัดฐานไม่ให้คนไทยคนใดต้องโดนแบบตนเองอีก
นายสามารถ เปิดเผยอีกว่า ในวันที่ตนถูกจับกุมที่วัดห้วยปลากั้ง ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย ต้องย้ำว่าตนเดินทางไปวัดนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ทุกคนรู้หมด รวมถึงแม้กระทั่งวันที่ตนลงจากเครื่องบิน ลูกน้องก็ได้แจ้งว่าดีเอสไอได้เข้าไปค้นบ้านพัก ตนได้บอกกับเจ้าหน้าที่ที่นำตรวจค้นว่า เดี๋ยวตนจะไปมอบตัว แต่ขอไปวัดก่อน แต่ว่าทางดีเอสไอก็แจ้งว่าสืบได้ว่าจะไปวัด และหวั่นว่าตนจะหนีไปต่างประเทศ ตนอยากถามว่าจะหนีได้อย่างไรในเมื่อกระเป๋าสักใบก็ไม่ได้เตรียมไว้
นายสามารถ กล่าวต่อว่า หากสื่อมวลชนจำได้ในวันที่ตนถูกควบคุมตัวลงมาจากอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษบนบริเวณบันได ตนบอกว่าตนพูดไม่ได้ เพราะตนรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมมันกำลังบิดเบี้ยวอยู่ ตนจึงไม่เคยได้พูดอะไรเลย และตลอดเวลา 16 เดือนที่อยู่ในเรือนจำ ตนก็ได้พยายามยื่นประกันชั่วคราวถึง 20 ครั้ง จนสืบพยานเสร็จสิ้น ตนต้องขอบคุณผู้พิพากษา ที่ท่านมีเมตตาและอยู่บนพื้นฐานความจริงว่ามันไม่มีพยานหลักฐานใดที่เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ตนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี
“ส่วนเรื่องธุรกรรมเงิน 2.5 ล้านบาทที่ทำให้ตนและมารดาถูกดีเอสไอดำเนินคดีร่วมกันสมคบและฟอกเงินจากบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด นั้น ทางบอสพอลไม่ได้โอนเงินให้ตน แต่มันเป็นธุรกรรมที่มารดาโอนเงินให้ตน จึงอยากถามว่า หากมารดาโอนเงินให้คุณบ้าง คุณจะต้องติดคุกด้วยหรือไม่ ซึ่งในคดีอาญา โจทก์ต้องรู้ว่าเงินที่พบนั้นเป็นเงินที่มาจากการกระทำความผิดในเรื่องอะไร ไม่ใช่มาถามจำเลยว่านั่นคือเงินค่าอะไร โอนกันอย่างไร มันใช่หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ หลังจากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้พิพากษาก็บอกว่าตนมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินเยียวยาทดแทนจากการถูกคุมขังภายในเรือนจำ”




