“ทนายตั้ม” หอบของเยี่ยม “อัจฉริยะ” หน้าเรือนจำฯ เตือน “สบู่ตกห้ามเก็บ” ลั่นรักสะสมแต่เกลียด ยันไร้คนแกล้ง!
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” อดีตผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ เดินทางมาเพื่อรอส่งมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้กับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ภายหลังจากศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวย
สืบเนื่องจากภายหลังศาลอนุญาตฝากขัง นายอัจฉริยะได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้องฝากขัง เห็นว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์แบ่งหน้าที่กันกระทำความผิด โดยผู้ต้องหาใช้บัญชีส่วนตัวและบัญชีชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม ซึ่งเป็นบัญชีบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีเงินหมุนเวียนและโอนเข้าออกจำนวนมาก นับเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจมีพฤติการณ์ข่มขู่ผู้เสียหายหรือพยาน และอาจยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอันเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวน กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม อดีตผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ในวันนี้ตนได้นำของใช้ที่จำเป็นมามอบให้นายอัจฉริยะ เนื่องจากตนเคยอยู่ในเรือนจำมาก่อน จึงทราบดีว่าผู้ต้องขังใหม่จำเป็นต้องใช้สิ่งใดบ้าง อาทิ ขันอาบน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พร้อมฝากเตือนเรื่องการใช้น้ำว่า หากทำสบู่ตกพื้นขณะอาบน้ำ ห้ามก้มเก็บโดยเด็ดขาด ให้ซื้อใหม่ทันทีเพื่อความปลอดภัย
นายษิทรา กล่าวอีกว่า ขณะที่รถควบคุมผู้ต้องขังวิ่งผ่าน ตนได้ตะโกนให้กำลังใจไปว่า “โชคดีนะ อดทนนะ” ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตนกับนายอัจฉริยะนั้น ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีทั้งช่วงดีและร้าย ใจหนึ่งก็รัก แต่อีกใจหนึ่งก็เกลียด แต่เมื่อเห็นเขาต้องเข้ามา ก็รู้สึกสงสาร เพราะเข้าใจว่าคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่มีการระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง นายษิทรา ชี้แจงว่า คงไม่มีใครกล้ากลั่นแกล้ง เพราะหากเป็นการแกล้ง ตำรวจก็ต้องถูกดำเนินคดีเสียเอง อีกทั้งหากตำรวจไม่มีหลักฐานหรือเส้นทางการเงินที่ชัดเจน ศาลคงไม่ออกหมายจับและดำเนินคดีอย่างแน่นอน




