ปลัดยุติธรรม แถลงผลปฏิบัติการคณะอนุกรรมการฯ ไซเบอร์ ร่วมคณะทำงานฯ ยาเสพติด เดินหน้าขยายผล ยืดทรัพย์เครือข่าย SCAMMER – ยาเสพติด – ฟอกเงิน มูลค่าความเสียหายกว่า 2,500 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่กระทรวงยุติธรรม นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พลตำรวจตรี สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และนางสาวประอรรัตน์ รัตนพรสมปอง ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 กรมศุลกากร
ร่วมแถลงผลงานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิด อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและขยายผลการกระทำความผิด พร้อมติดตามเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติพร้อมของกลาง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตรวจพบเงินสด จำนวน 23,023,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ที่มีนายไซ สัญชาติเมียนมา เป็นผู้ขับขี่ โดยไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินได้ จึงดำเนินการยึดเงินไว้ตรวจสอบ
และต่อมาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดทรัพย์สินดังกล่าว เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งนี้ จากการสืบสวนขยายผลพบว่านายไซ มีอีกตัวตนหนึ่ง เป็นบุคคลสัญชาติไทย ใช้ชื่อว่า นายหลวง ยี่หลง มีบัญชีธนาคารหลายบัญชีและพบเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 55 ล้านบาท รวมทั้งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ (SCAMMER) และการฟอกเงิน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,500 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลทางการข่าว พบความเชื่อมโยงระหว่าง นายไซกับเครือข่ายนายหนูเฉิน (หรือนายฐปนันทน์) ซึ่งเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดผ่านบัญชีธนาคารในประเทศเมียนมาร์และบัญชีของบุคคลที่รับจ้างถือแทน (นอมินี) รวมเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท และพบความเชื่อมโยงกับบัญชีของนายไซ เป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท และนำเข้าสู่กระบวนการเฉลี่ยคืนให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายต่อไป
นอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงกับขบวนการปลอมแปลงบัตรประจำตัวประชาชน และการสวมสิทธิ์บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย เพื่อนำข้อมูลไปใช้โดยกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซนเตอร์ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษอีกด้วย

จากการบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ยังพบข้อมูลว่า นายเกิดชนะ (สงวนนามสกุล) กับพวก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายสำคัญ ถูกดำเนินการจากการปฏิบัติการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)
ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์ จำนวน 28 รายการ พร้อมดอกผล ประกอบด้วย ทองคำแท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 999.9 กรัม จำนวน 18 แท่ง เงินสด จำนวน 100 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ โฉนดที่ดิน เป็นต้น ภายหลังเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 ในศาลชั้นต้นศาลแพ่งได้พิพากษาและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินตามกระบวนการทางกฎหมาย


