สมชัย ขี่จักรยานคันเกิดเหตุ ยื่นฟ้อง ณัฐวุฒิแจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท หลังอ้างถูกกล่าวหาจากกรณีบริจาคเงินช่วยผู้ถูก กกต.ดำเนินคดี ศาลอาญากรุงเทพใต้รับฟ้องก่อนนัดไต่สวนมูลฟ้อง 21 ธ.ค นี้
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยนายกิตติ นิลผาย และ น.ส.สุดารัตน์ ธงชาย ทนายความส่วนตัว เดินทางมายื่นฟ้องตรงต่อศาล นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในข้อหาแจ้งความเท็จ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และดูหมิ่นด้วยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท และนำเงินออมส่วนตัวจำนวน 100,000 บาท มาใช้ดำเนินการฟ้องคดี และเดินทางมาศาลด้วยจักรยานคันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ สน.ทองหล่อ ยืนยันไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัยได้ขี่จักรยานคันดังกล่าวเดินทางมาถึงศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยก่อนขึ้นไปยื่นฟ้องต่อศาล ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าเป็นจักรยานคันเดียวกับที่เกิดเหตุบริเวณ สน.ทองหล่อหรือไม่ นายสมชัยตอบว่าใช่ โดยจักรยานคันดังกล่าวได้นำไปซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเดินทางขึ้นไปยื่นฟ้องต่อศาลพร้อมทนายความส่วนตัว
ต่อมานายสมชัยลงมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 และ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิได้แจ้งความดำเนินคดีกับตนและบุคคลอื่นอีกหลายคน เกี่ยวกับกรณีการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกกล่าวหาจาก กกต. โดยวันที่ 27 ส.ค. นายณัฐวุฒิเดินทางไปแจ้งความที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และวันที่ 31 ส.ค. ไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ
นายสมชัยกล่าวว่า การแจ้งความทั้งสองครั้งดังกล่าวเป็นการแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท อีกทั้งยังมีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลายครั้งด้วยถ้อยคำหยาบคายและข้อความที่ไม่เป็นความจริง จนทำให้ตนและครอบครัวได้รับความเสียหาย จึงตัดสินใจดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล ทั้งในส่วนคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เพื่อให้ผู้ที่กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมาย
นายสมชัยกล่าวต่อว่า ศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีดำเลขที่ อ.1092/2569 โดยมีตนเป็นโจทก์ และนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เป็นจำเลย ในข้อหาแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และดูหมิ่นด้วยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายจำนวน 5 ล้านบาท โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 21 ธ.ค. เวลา 13.30 น.

สำหรับพยานหลักฐานที่นำมาใช้ประกอบคำฟ้องนั้น นายสมชัยระบุว่า ประกอบด้วยคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งอาจมีเนื้อหามากกว่าที่สื่อมวลชนมีอยู่หรือที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ รวมถึงเอกสารถอดเทปการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทั้งหมด และภาพข่าวต่าง ๆ ที่ปรากฏในสื่อสารสนเทศ โดยหลักฐานเหล่านี้จะถูกนำมาเชื่อมโยงประกอบสำนวนคดีในชั้นศาล เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อความที่ตนเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และเป็นข้อความอันเป็นเท็จ
นายสมชัยกล่าวอีกว่า การฟ้องร้องครั้งนี้ครอบคลุมการให้สัมภาษณ์และข้อความที่นายณัฐวุฒิกล่าวในทั้งสองเหตุการณ์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ส.ค. บริเวณด้านหน้า ป.ป.ช. และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 31 ส.ค. บริเวณหน้า สน.ทองหล่อ ซึ่งหากตรวจสอบคลิปการให้สัมภาษณ์ย้อนหลัง จะพบว่ามีข้อความหลายส่วนที่ตนเห็นว่าไม่เป็นความจริง รวมถึงถ้อยคำที่หยาบคายและไม่เหมาะสมต่อการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายสมชัยถึงมุมมองต่อการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นายสมชัยตอบว่า เรื่องดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้มีสิทธิออกเสียง โดยเห็นว่าสิ่งที่น่าชื่นชมคือประชาชนมีความตื่นตัวในการออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 300-500 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี
นายสมชัยกล่าวว่า หากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น มีประชาชนออกมาใช้สิทธิในลักษณะเดียวกัน ก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ประกันตนที่มีสิทธิออกเสียง โดยฝ่ายที่ได้รับชัยชนะควรนำผลการเลือกตั้งไปเป็นพื้นฐานในการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกันตน พร้อมใช้โอกาสที่ได้รับจากประชาชนทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนทุกคน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการนัดไต่สวนมูลฟ้องในเดือน ธ.ค. ว่าจำเลยจำเป็นต้องเดินทางมาศาลด้วยตนเองหรือสามารถมอบหมายทนายความมาแทนได้ นายสมชัยตอบว่า จำเลยสามารถให้ทนายความมาดำเนินการแทนได้ในส่วนที่กฎหมายอนุญาต เพื่อดำเนินกระบวนการในชั้นศาล
เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีทำร้ายร่างกายที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งตำรวจออกหมายเรียกนายณัฐวุฒิแล้ว 2 ครั้ง แต่เจ้าตัวไม่ได้เดินทางมาพบตามกำหนด นายสมชัยกล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นอีกคดีหนึ่ง โดยครั้งแรกพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ออกหมายเรียกให้นายณัฐวุฒิมาพบเมื่อวันที่ 1 ต.ค. เพื่อดำเนินการส่งตัวให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาล แต่ปรากฏว่านายณัฐวุฒิไม่ได้เดินทางมาตามนัด
ต่อมา สน.ทองหล่อได้ออกหมายเรียกอีกครั้ง ให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 8 ต.ค. แต่ก็ไม่ได้เดินทางมาตามกำหนดเช่นกัน หลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น เป็นหน้าที่ของ สน.ทองหล่อ และผู้กำกับการ สน.ทองหล่อ ที่จะพิจารณาว่าจะออกหมายเรียกอีกครั้ง หรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับ โดยนายสมชัยยืนยันว่าไม่ได้เร่งรัดการดำเนินคดี และเห็นว่าควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามความเหมาะสม
นายสมชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ทราบว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีภารกิจหลายด้าน รวมถึงการประชุมกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ทองหล่อ จึงเห็นว่าตำรวจสามารถจัดสรรกำลังไปดำเนินภารกิจดังกล่าวก่อนได้ โดยไม่ได้ต้องการเร่งรัดให้คดีนี้ต้องดำเนินการโดยเร็ว พร้อมระบุว่าคดีทำร้ายร่างกายดังกล่าวเป็นคดีที่มีโทษไม่สูง ไม่ใช่คดีใหญ่โตอะไร
นายสมชัยกล่าวถึงกรณีการทำร้ายร่างกายว่า ในมุมมองของตนเป็นความผิดในระดับลหุโทษ โดยระบุว่าโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 เดือน พร้อมยกตัวอย่างว่า หากผู้ถูกกล่าวหารับสารภาพต่อศาลและอ้างเหตุบันดาลโทสะหรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ พนักงานสอบสวนอาจเปรียบเทียบปรับประมาณ 1,000-2,000 บาท หรือศาลอาจกำหนดโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการพิจารณาของเจ้าหน้าที่หรือศาล
นายสมชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นเรื่องที่นายณัฐวุฒิต้องพิจารณาแนวทางการดำเนินคดีของตนเอง โดยเฉพาะการไม่รับสารภาพและการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ซึ่งนายสมชัยเห็นว่ามีบางข้อความที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เช่น การกล่าวอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการใช้แฮนด์จักรยานจั๊กจี้ หรือคลิปวิดีโอเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการไม่เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกทั้งสองครั้ง
นายสมชัยกล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจมีผลต่อการพิจารณาของศาลได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้ด้านกฎหมาย เนื่องจากนายณัฐวุฒิเคยเป็นทั้งอัยการและทนายความ จึงควรทราบถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกแนวทางต่อสู้คดี พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า การใช้เล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมายในลักษณะดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวผู้ที่ดำเนินการเอง ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดและบทลงโทษขั้นสุดท้ายยังเป็นอำนาจของศาลตามกระบวนการยุติธรรม





