ยธ.แจงสิทธิช่วยเหลือทางคดี แม่น้องบีม เผยทนายกล่อมถอนแจ้งความปี 58 ให้ 1ล.บาท สุดท้ายไร้เงา รมต.สั่งชับช่วยเหลือ
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงาน นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เดินทางลงพื้นที่ ณ บ้านผู้เสียหาย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมแจ้งสิทธิแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา ตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 กรณี น้องบีม เด็กหญิงพิการซึ่งถูกทนายอาสาฉ้อโกงเงินเยียวยา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าพบ นางสาวพรทิพย์ จันทรัตน์ มารดาของน้องบีม
นางสาวปิติกาญจน์ ระบุว่า จากการสอบถามทราบว่า มารดาของน้องบีมไว้ใจทนายความคนดังกล่าว จึงมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนตนทุกกรณี กระทั่งประมาณปี 2557 ศาลมีคำพิพากษาสั่งคู่กรณีชดใช้ค่าเสียหายให้กับตนจำนวน 4 ล้านบาท ต่อมาทนายความแจ้งว่าคู่กรณีแบ่งชำระเป็นงวด ตนได้รับเงินเพียง 7 งวด ก็เงียบหายไป ประมาณปี 2558 จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.บางยี่ขัน เพื่อดำเนินคดีกับทนายความคนดังกล่าว เมื่อทนายความทราบเรื่องก็เข้าเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อขอให้ตนถอนคำแจ้งความร้องทุกข์ และจะนำเงิน 1 ล้านบาท มาคืนให้กับตนภายใน 3 วัน ตนหลงเชื่อจึงได้ถอนแจ้งความ และเรื่องก็เงียบหายจนถึงปัจจุบัน ตนเพียงต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับบุตรสาว เพราะเป็นเงินก้อนที่สามารถนำมาดูแลรักษาบุตรได้ ปัจจุบันตนเองก็ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร เนื่องจากขาทั้งสองข้างใส่เหล็กดามไว้ มีอาการปวดบวมก็กินยาแก้ปวดพอให้หายไป ซึ่งเป็นผลมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้น รายได้หลักมาจากเงินที่บุตรขายของที่วัด จึงอยากให้หน่วยงานช่วยเหลือน้องบีม

นางสาวปิติกาญจน์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ทำการแจ้งสิทธิแก่มารดาของน้องบีม พร้อมแนะนำแนวทางการขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ และการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ และจะมีหนังสือประสานไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และโรงพยาบาลชลประทาน เพื่อให้มารดาเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป หลังจากนี้จะขอคัดคำพิพากษาเพื่อตรวจสอบรายละเอียดคดี
ด้านนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับคำร้องของผู้เสียหายเพื่อเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือดำเนินคดีตามพ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม เรียบร้อยหลังจากนี้ จะเรื่องให้คณะกรรมการกองทุนยุติธรรมพิจารณารับเรื่องตามขั้นตอน โดยจะช่วยในเหลือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินคดี เช่น ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าเดินทาง ส่วนเงินเยียวยาตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 นั้นกระทรวงยุติธรรม ไม่สามาถจ่ายได้เนื่องจาก คดีดังกล่าวศาลได้สั่งให้บริษัทคู่กรณีจ่ายค่าเสียหายชดเชยไปแล้ว แต่เงินดังกล่าว ถูกยักยอกและฉ้อโกงไปจากทนายความ ดังนั้นสิ่งที่กระทรวงยุติธรรมสามารถดำเนินการได้คือช่วยเรื่องคดี ที่จะมีฟ้องร้องทนายความรายดังกล่าว
นายธวัชชัย ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงยุติธรรมได้ประสานกับสภาทนายความเพื่อ ดำเนินการด้านจริยธรรมและมรรยาททนายความ ทั้งนี้ได้รายงานข้อมูลให้กับนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รับทราบข้อมูลแล้ว และได้กำชับให้กระทรวงเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และต้องให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย



