หนึ่งในไฮไลท์ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติแก่ระดับผู้บังคับการขึ้นไปเมื่อ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา
ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”
“งานสอบสวน ไม่จำเป็นต้องสั่งฟ้อง 100% แต่ต้องสั่งคดีให้ถูกต้อง 100% ตามความจริง เพื่อให้ธรรมทั้งสองฝ่าย”
“ขณะที่งานสืบสวน ใช้เทคโนโลยีมาช่วยเร่งรัดจับกุมผู้ทำผิดให้รวดเร็วขึ้น”
ในฐานะตำรวจเป็นต้นธารกระบวนการยุติธรรม ถ้าคัดกรองคดีมีคุณภาพ ปริมาณคดีไปสู่อัยการ กระบวนการยุติธรรกลางน้ำลดลง
และศาลในฐานะที่อยู่ปลายน้ำจะพิพากษาคดีได้อย่างถูกต้องเป็นธรรม
ขณะที่นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุดคนใหม่ ได้ให้นโยบายการบริหารงาน
มีนโยบายหนึ่งสอดคล้องผบ.ตร.คือ “กล้าสั่งไม่ฟ้อง”
“พนักงานอัยการต้องกล้าใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีที่หลักฐานไม่ชัดเจน”
เหตุเพราะมีสถิติคดีศาลยกฟ้องสูงถึง 40% ทำให้เสียทั้งงบประมาณ เวลา และเพิ่มภาระศาล
เกณฑ์พยานหลักฐาน ไม่จำเป็นต้อง100% แต่ควรมีน้ำหนักเพียงพอ 80% ขึ้นไป จึงค่อยสั่งฟ้อง
และต้องฟ้องผู้ต้องหาให้ตรงข้อเท็จจริงและข้อหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฟ้องข้อหาหนักกว่าความเป็นจริง
ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลเสียต่อรูปคดี และศาลอาจยกฟ้องในที่สุด
ทั้งนโยบายผบ.ตร.และอสส. ได้ปรับเปลี่ยนมิติกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในรูปแบบ “ต้นน้ำและกลางน้ำสอดรับกัน” อย่างมีนัยสำคัญ
นโยบายทั้งสององค์กรมุ่งเน้นไปที่ “คุณภาพและความถูกต้องของคดีมากกว่าปริมาณ”
เลิกยึดติดตัวเลขเปอร์เซ็นต์การสั่งฟ้อง เปลี่ยนจากการตั้งเป้าต้องฟ้องให้ได้ 100% มาเป็นคัดกรองเฉพาะคดีที่มีหลักฐานแน่นหนาจริง ๆ
ผลดีต่อกระบวนการยุติธรรม คือ ลดสร้างความเดือดร้อนให้ผู้บริสุทธิ์ หรือแพะนั่นเอง
การคัดกรองคดีอย่างเข้มงวดตั้งแต่ชั้นตำรวจและอัยการ ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องหลุดไปเผชิญความยากลำบากในชั้นศาล เสียทั้งเงินประกันตัว ค่าทนาย และชื่อเสียง
ลดภาระคดีล้นศาลและประหยัดงบประมาณแผ่นดิน
คืนเวลาให้ผู้พิพากษาและอัยการได้โฟกัสคดีสำคัญหรือร้ายแรง
ยกระดับมาตรฐานนิติธรรมไทยสู่สากล ปรับใกล้เคียงกับระบบสากล เช่น ระบบอัยการญี่ปุ่นหรือ FBI สหรัฐ ที่เน้นความแม่นยำพยานหลักฐาน
ทำให้คำสั่งฟ้องอัยการไทยน่าเชื่อถือมากขึ้น
แม้นภาพรวมนโยบายเป็นผลดี แต่หากนำไปปฏิบัติโดยไร้มาตรการรัดกุม อาจเกิดผลเสียได้เช่นกัน
จะเปิดช่องให้เกิด “การทุจริตและวิ่งเต้นคดี” ในชั้นสอบสวนและอัยการ เพราะมีเมื่อมีนโยบายให้ “กล้าสั่งไม่ฟ้อง” หรือ “ไม่จำเป็นต้องฟ้อง 100%”
อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ผู้ต้องหาที่มีอิทธิพลหรือมีฐานะพยายามวิ่งเต้น ยัดเงิน หรือติดสินบนเจ้าหน้าที่
เพื่อให้ทำสำนวนให้อ่อนลง หรือโน้มน้าวให้ใช้ดุลพินิจ “สั่งไม่ฟ้อง” ในชั้นนี้เพื่อตัดตอนคดี ไม่ต้องไปถึงศาล
กระทบต่อสิทธิและความรู้สึกของผู้เสียหาย รู้สึกว่า “ไม่ได้รับความยุติธรรม” หรือรู้สึกว่ารัฐปล่อยให้คนผิดลอยนวล
อาจส่งผลให้ผู้เสียหายต้องแบกรับภาระไปจ้างทนายฟ้องร้องต่อศาลด้วยตนเองแทน
เจ้าหน้าที่ “เกียร์ว่าง” หรือขาดความกระตือรือร้น
พนักงานสอบสวนหรืออัยการบางส่วนอาจใช้เจตนารมณ์นโยบายนี้เป็นข้ออ้างในการทำคดีแบบหลวม ๆ หรือไม่พยายามแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างเต็มที่
โดยอ้างว่า หลักฐานอ่อน หรือ ไม่ชัดเจน จึงสั่งไม่ฟ้อง แทนที่จะใช้ความพยายามในการสืบสวนเชิงรุก
ดังนั้น แม้นโยบายดี แต่อาจมีช่องว่าง
“ความโปร่งใส” คือหัวใจสำคัญที่สุด ทั้งนี้อัยการสูงสุดระบุว่า พร้อมจะเปิดเผยสำนวนคดีให้ตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เพื่อป้องกันข้อครหาวิ่งเต้นคดีนั่นเอง

