ภายหลัง เว็บไซต์มิร์เรอร์ สื่อท้องถิ่นของอังกฤษรายงานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า พบศพนักท่องเที่ยวเสียชีวิตบน “เกาะเต่า” ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกราย เป็นนักท่องเที่ยวสาวชาวเบลเยียม ที่ศพอยู่ในสภาพถูกแขวนคอ และถูกตัวเงินตัวทองกินศพไปกว่าครึ่งอย่างน่าอนาถ นักท่องเที่ยวสาวรายดังกล่าว มีชื่อว่า “เอลิส ดาลล์มง” วัย 30 ปี นับเป็นรายที่ 7 แล้วที่เสียชีวิตบนเกาะเต่า ที่มิร์เรอร์ ตั้งฉายาว่า “เกาะฆาตกร” ด้านแม่ของเอลิส ปฏิเสธที่จะเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาวจะเป็นการฆ่าตัวตายตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยระบุ
เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 30 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามคดีที่นักท่องเที่ยวสาวชาวเบลเยี่ยมผูกคอตายเสียชีวิตบนเกาะเต่า
พ.ต.ท.นภา เสนารักษ รองผกก. (สอบสวน) เปิดเผยถึงคดีนี้ว่า น.ส.เอลิส ดัลเลอมาเน อายุ 30 ปี สัญชาติเบลเยียม เดินทางเข้าเกาะเต่าตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. 60 เข้าพักที่ทริปเปิ้ลบี บังกะโล ในช่วงบ่าย แต่พอถึงกลางคืนช่วงเวลาประมาณ 21.00น. ได้เกิดไฟไหม้ที่บังกะโลไม้ไผ่สภาพเก่า เสียหายจำนวน 4 หลัง จากการตรวจสอบต้นเหลิงมาจากห้องของ น.ส.เอลิส สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ช่วงเกิดเหตุเพลิงไหม้ผู้ตายก็วิ่งหนีออกจากห้องพักพร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก่อนจะหายตัวไป ผ่านไปจนถึงวันที่ 27 เม.ย. 60 ก็มีผู้มาพบศพ น.ส.เอลิส แขวนคอเสียชีวิตอยู่บนเนินเขา หลั่งอ่าวโตนด ม.3 ต.เกาะเต่า เจ้าหน้าที่จึงได้ชันสูตรพลิกศพ และส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งทำการตรวจอย่างละเอียด หาดีเอ็นเอที่ซอกเล็บ ตรวจหาร่องรอยทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งอวัยวะเพศ แพทย์ผู้ตรวจก็มีความเห็นไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ สภาพร่างกายไม่มีรอยถูกทำร้าย หรือกระดูกหัก และเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจเพราะผูกคอตาย
เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดหลังพบศพผู้ตายพบว่า ในวันที่ 21 เม.ย. 60 เวลา 08.01 น. ผู้ตายไปซื้อข้าวกล่องกับน้ำเปล่า และซื้อตั๋วเรือ บริษัทเรือเร็วลมพระยา กับโรงแรมโพไซดอน ม.3 ต.เกาะเต่า เพื่อที่จะเดินทางในวันที่ 24 เม.ย. เวลา 14.30 น.

วันเดียวกัน เวลา 09.03 น. ผู้ตายเดินผ่านกล้องวงจรปิดหน้ามนต์ทะเลรีสอร์ต ม.3 ต.เกาะเต่า โดยจุดนี้กล้องวงจรปิดจับภาพสุดท้ายของผู้ตายได้ มีระยะห่างจากจุดที่พบศพเพียง 200 เมตร หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็น หรือกล้องวงจรปิดจับภาพผู้ตายได้อีก และตรวจสอบกับบริํษัทเรือเร็วลมพระยา ก็ไม่พบการใช้ตั๋วเดินทางดังกล่าว จนกระทั่งมาพบศพในวันที่ 27 เม.ย. 60
จากการสอบปากคำนางมิเชล ฟาน เอทเทน มารดาของผู้ตาย ยังได้กล่าวขอบคุณการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย และก็ไม่ได้ติดใจการเสียชีวิตของบุตรสาว ซึ่งนางมิเชล ได้ให้ข้อมูลว่า น.ส.เอลิส บุตรสาว ได้ไปเข้าลัทธิกับกลุ่มเพื่อนที่ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นก็มีพฤติกรรมแปลกๆ จนมาทราบว่าครั้งหนึ่งผู้ตายพยายามฆ่าตัวตายด้วยการวิ่งให้รถไฟชนที่กรุงเทพมหานคร แต่มีคนช่วยไว้ได้
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ น.ส.หลงมา ศิริวัฒน์ เจ้าของทริปเปิลบี บังกะโล บอกว่าช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. 60 ผู้ตายเดินทางมาคนเดียว จากการสังเกตุพฤติกรรมก็ปกติเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป มาถามห้องพักแบบถูกที่สุด จึงเปิดห้องพักแบบบังกะโลไม้ไผ่ 2 คืน คืนละ 400 บาท กระทั่งเวลา 21.00น. เกิดเหตุเพลิงไหม้บังกะโลไม้ไผ่ไป 4 หลัง โดยห้องต้นเพลิงเป็นห้องของผู้ตาย แต่ผู้ตายวิ่งหนีออกไปได้พร้อมกับกระเป๋าสะพายใบเล็ก และหาตัวไม่เจออีกเลย ในเบื้องต้นตนเองคิดว่าไม่น่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เพราะทุกห้องพักจะติดตั้งระบบตัดไฟฟ้าลัดวงจร

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังจุดที่ น.ส.เอลิส ผูกคอเสียชีวิตพบว่า อยู่บนเนินเขาที่ขึ้นไปยังจุดชมวิว ด้านหลังอ่าวโตนด ม.3 ต.เกาะเต่า โดยผู้ตายได้ผูกคอกับกิ่งไม้ใหญ่ข้างโขดหินขนาดใหญ่ และพบกับนายจันทร์ มาตคูเมือง ผู้ที่พบศพของ น.ส.เอลิส เป็นคนแรก ได้บอกว่า ในวันที่ 27 เม.ย. ได้เดินขึ้นไปบนจุดชมวิว ก็ได้กลิ่นซากศพ ก็เดินขึ้นไปเรื่อยๆก็เห็นศพแขวนคอไว้กับต้นไม้ จีงได้ลงมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าไปตรวจสอบ และจุดที่พบศพนั้นด้านข้างพบกระเป๋าของผู้ตายตั้งอยู่ 1 ใบ
“ดูลักษณะของศพแล้ว นักท่องเที่ยวคนนี้มีจุดประสงค์จะเผาตัวเองมากกว่า เพราะทีลำตัวผู้ตายมีผ้าพันล้อมรอบไว้ และใกล้กับจุดพบศพมีขวดน้ำมันเบนซินอยู่ 1 ขวด” นายจันทร์ กล่าว
ส่วนประเด็นที่ทางสื่อออนไลน์ สมุยไทม์ เขียนในเนื้อหาว่า พบกระเป๋าเดินทางของผู้ตายที่ไปกับเรือโดยสารวันที่ 24 เม.ย. 60 และไปอยู่ที่จ.ชุมพร นั้น น.ส.วิยดา ณ บางช้าง ผู้จัดการท่าเรือเร็วลมพระยาเกาะเต่า ได้ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 60 ได้พบกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ สีแดง ของผู้โดยสารบนเรือที่ไปจ.ชุมพร ในรอบบ่าย เจ้าหน้าที่ได้ประกาศตามหาเจ้าของก็ไม่มีผู้มาแสดงตน จึงได้เก็บไว้เพื่อรอเจ้าของมาติดต่อ จนกระทั่งในวันที่ 5 พ.ค. 60 พ่อกับแม่ของผู้เสียชีวิตได้มาติดต่อเพื่อขอดูกระเป๋า และบอกว่าลูกสาวได้หายไปและเสียชีวิตต่อมา และรู้มาว่าลูกสาวเดินทางมากับเรือเร็วลมพระยา จึงอยากจะให้ตรวจสอบว่ามีกระเป๋าลูกสาวติดไปหรือไม่ จนวันที่ 7 พ.ค. 60 ทางบริษัทฯก็ส่งกระเป๋าใบดังกล่าวมาที่ท่าเทียบเรือเกาะพะงัน เพือให้พ่อกับแม่ของผู้ตายตรวจสอบ และเมื่อเปิดดูก็พบว่ามีของใช้ส่วนตัวของลูกสาว และเครื่องลางของขลังลักษณะของชาวอินเดีย ก็ทำให้มั่นใจว่าเป็นของลูกสาวที่เสียชีวิตไป
ขณะที่ พ.ต.ท.นภา เสนารักษ์ รองผกก.(สอบสวน) ยังบอกอีกว่า จากที่สื่อออนไลน์บางสำนักโจมตีการทำงานของตำรวจ และสถานที่ท่องเที่ยวเกาะเต่า ทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ จะได้หารือกับผู้บังคับบัญชาอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีการฟ้องร้องเอาผิดหรือไม่ พร้อมขอบอกว่าตำรวจ สภ.เกาะเต่า ทุกนายตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเกาะเต่า ให้ได้รับความสะดวกสะบาย ให้ได้รับความปลอดภัย และขอยืนยันว่าเกาะเต่าไม่ได้เป็นแหล่งอาชญากรรม ไม่ได้เป็นแหล่งมั่วสุม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าอยู่น่าเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเกาะเต่า”


