ดีเอสไอ ลุยค้นชลบุรี-ห้วยขวาง ทลายเครือข่ายขุด บิตคอยน์ โยงทุนจีนเทา ยึดทรัพย์ 185 ล้าน

22.10.26 | 17:25 น.

DSI ลุยปฏิบัติการ “BLACK TRACE” ทลายเครือข่ายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ขยายผลยึดอสังหาฯ-คอนโดหรูพุ่ง 185 ล้าน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม. นายปิยะศิริ  วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ  ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ นายปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการกองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมแถลงผลปฏิบัติการ  BLACK TRACE ตรวจค้นและยึดทรัพย์สิน รวมถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด กรณี การลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดบิตคอยน์ โดยตรวจยึดอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญ จำนวน 2 รายการ มูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 185 ล้านบาท  ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และห้องชุดโครงการอนโดมิเนียม ในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร   ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ


ได้ดำเนินการปราบปรามเหมืองขุดบิตคอยน์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง จากปฏิบัติการ “Bitforge Operation” เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ซึ่งตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ จำนวน 1,788 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนขยายผลพบการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อขุดบิตคอยน์ และนำไปสู่ปฏิบัติการ “Operation Copperhead” เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยสนธิกำลังร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) จังหวัดนครปฐม เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 7 จุด ในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดอุทัยธานี สามารถตรวจยึดและอายัดเครื่องขุดบิตคอยน์ จำนวน 3,642 เครื่อง มูลค่าประมาณ 270 ล้านบาท พร้อมระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 300 ล้านบาท

 ต่อมาจากการสืบสวนสอบสวนขยายผล พบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายจีนเทาและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว กระทั่งตรวจพบข้อมูลการนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สำคัญ จำนวน 2 รายการ

 ล่า ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ลงพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร   ตามหมายค้นศาลอาญาเลขที่ 610-625/2569 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกรณีลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ในคดีพิเศษที่ 21/2568

Advertisement

 ผลการตรวจค้นและตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง พบอสังหาริมทรัพย์สำคัญ จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 525 ตารางวา พร้อมอาคารสูง 3 ชั้น มูลค่ากว่า 106 ล้านบาท โดยเป็นราคาซื้อขายเมื่อปี พ.ศ. 2566 และมีบริษัทเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้เกี่ยวข้องชาวต่างชาติใช้วิธีถือหุ้นผ่านบริษัทแทนการถือครองที่ดินโดยตรง โดยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติเมียนมา จำนวน 2 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 49 และผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย จำนวน 2 ราย ถือหุ้นรวมกันร้อยละ 51  และห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ห้อง มูลค่ารวมประมาณ 79 ล้านบาท และมีบุคคลสัญชาติเมียนมา จำนวน 5 ราย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จากการตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในการซื้อห้องชุด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์กับผู้ต้องหา ตลอดจนผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากทรัพย์สินดังกล่าว กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศจะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมทางการเงิน ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

 

สำหรับคดีดังกล่าว (คดีพิเศษที่ 21/2568) มีผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 25 ราย โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 6 ราย และออกหมายจับเพิ่มอีก 7 ราย รวมเป็น 19 ราย จำแนกเป็นสัญชาติจีน 5 ราย, ไทย 6 ราย, เมียนมา 13 ราย และนิติบุคคล 1 ราย


พฤติการณ์ของเครือข่ายนี้คือการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต นำเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวนมากมาติดตั้งในอาคารหรือโกดัง และเดินเครื่องสูบพลังงานตลอด 24 ชั่วโมงต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปี เข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, และความผิดฐานฟอกเงิน พร้อมกันนี้ ปปง. และ DSI จะเร่งขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงเพื่อยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป