ทนายอั๋น ยื่นค้านกองปราบ โยนคดีติด GPS ใต้ท้องรถ ให้ สภ.ท้องที่ ยันไม่ใช่แค่คดีขโมยรองเท้า แต่มุ่งเอาชีวิต
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งทางคดีต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หลังถูกปฏิเสธไม่รับทำคดีกรณีถูกข่มขู่และลอบติดตั้งอุปกรณ์ติดตามพิกัด (GPS) และซิมการ์ดไว้ใต้รถยนต์ส่วนตัว โดยกองปราบปรามได้ส่งเรื่องกลับไปยัง สภ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ โดยอ้างเหตุผลว่าคดีไม่มีความซับซ้อน
นายภัทรพงศ์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ตนเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา จากการจัดกิจกรรมไฮด์ปาร์ก “ไล่หนู จับฮั้วอำนาจเจริญ” ซึ่งวันดังกล่าวมีกลุ่มม็อบชาวบ้านมาโห่ไล่ พร้อมส่งเสียงเชียร์นางสุขสมรวย วันทนียกุล หรือ “เจ๊รวย” ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อตนเดินทางกลับบ้านพักที่ จ.บุรีรัมย์ กลับพบว่ามีบุคคลปริศนาแอบถ่ายภาพหน้าบ้านพักแล้วนำไปโพสต์ระบุเวลาเดินทางแบบเรียลไทม์ลงในเพจท้องถิ่น “ฮักนะ อำนาจเจริญ” รวมถึงมีชายเสื้อดำสวมบทสะกดรอยตามถ่ายภาพรถยนต์ของตนอีกหลายครั้ง
นายภัทรพงศ์กล่าวอีกว่า ด้วยความสงสัยจึงนำรถเข้าตรวจสอบที่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา กระทั่งพบกล่องอุปกรณ์ต้องสงสัย 2 กล่องติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์ จึงบันทึกวิดีโอและถอดอุปกรณ์ดังกล่าวออกมา พบว่าเป็นเครื่องติดตามพิกัด GPS ที่บรรจุซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเชื่อว่านอกจากจะใช้ติดตามตำแหน่งแล้ว ยังอาจใช้เป็นอุปกรณ์ดักฟังเสียงสนทนาได้อีกด้วย ทั้งนี้ เหตุที่ไม่แจ้งความกับตำรวจในท้องที่เกิดเหตุตั้งแต่แรก เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยขอดูกล้องวงจรปิดจากตำรวจภูธรภาค 3 แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงหมดความไว้วางใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม บก.ป. ได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการ ที่ 0026.23/3957 ปฏิเสธการรับคดี โดยระบุเหตุผลว่า “คดีไม่มีความซับซ้อนยุ่งยาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้เป็นคดี” และส่งเรื่องไปยัง สภ.เมืองนครราชสีมา ทำให้ตนรู้สึกว่า บก.ป. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามคดีผู้มีอิทธิพลและคดีพิเศษ กำลังเปลี่ยนไปหรือไม่ และการทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการ “เตะตนกลับเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่มีแต่โจร”
“คดีของผมไม่ใช่แค่คดีขโมยรองเท้า แต่มันเป็นคดีที่มีพฤติการณ์หมายปองเอาชีวิต แต่คนที่ลงนามในหนังสือปฏิเสธ กลับมียศเพียงแค่รองผู้กำกับการเท่านั้น ผมขอตั้งคำถามว่า กองปราบฯยุคนี้ทำแต่คดีเน็ตไอดอล หรือรับใช้ทางการเมืองเหมือน DSI หรือไม่” นายภัทรพงศ์กล่าว
นายภัทรพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้จึงเดินทางมาทำหนังสือคัดค้านเพื่อขอให้ บก.ป. ทบทวนและรับกลับมาเป็นคดีพิเศษ ยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวไม่ได้ต้องการท้าทายหน่วยงานใด แต่ต้องการค้นหาความจริง หาก บก.ป.ยังไม่ดำเนินการ ตนจะเดินหน้าร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตามลำดับ และหากยังไม่ได้รับความยุติธรรมอีก ก็พร้อมจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องไปถึง นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ช่วยประสานงานตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและพิสูจน์ทราบตัวตนของเจ้าของซิมการ์ดที่พบใต้รถยนต์ของตน เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงในคดีนี้โดยเร็ว



