ผบช.สอท. ปัดรวบ เจ้าของ เพจ Godd Dam โพสต์สลิป 7 ล้าน เตือนคนแชร์ เสี่ยงผิดด้วย

26.10.26 | 15:39 น.

ผบช.สอท.เผยยังไม่ได้จับกุมเจ้าของเพจ Godd Dam โพสต์สลิปเงิน 7 ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ( บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง จตร.ชรก.บช.สอท. เปิดเผยถึง กรณีที่มีเพจ Godd Dam โพสต์สลิปเงิน 7 ล้านบาท โดยมีบุคคลหนึ่งโอนเงินให้กับนายกรัฐมนตรีฯ ว่า หลังจากได้รับคำสั่งให้ทำการสืบสวนในเรื่องนี้ ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้มอบหมายภารกิจให้ทาง บก.สอท.4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทันที โดยในเบื้องต้นยังไม่มีการจับกุมตัวใครหรือดำเนินกิจการใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่มีการกล่าวโทษร้องทุกข์ และข้อสงสัยว่าทำไมคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี จึงมีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว


พล.ต.ท.ทินกร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายๆ ส่วน เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามบทบาทและเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว แม้กระทั่งเรื่องของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ก็จะดำเนินการเช่นกัน ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้นในส่วนไหนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์สามารถดำเนินการได้ทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจยินดีเข้าไปช่วยเหลือและปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ของกฎหมาย รวมถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง เจ้าหน้าตำรวจ ก็พร้อมให้ความสำคัญและดำเนินการให้อย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตรวจสอบเรื่องวงเงิน 7 ล้านบาทนั้น พล.ต.ท.ทินกร กล่าวว่า ข้อมูลในเชิงลึกอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะมีการแถลงเพิ่มเติมให้ทราบอย่างเป็นทางการหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มากกว่านี้ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางมาแจ้งความด้วยตนเองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่านว่าจะมอบหมายให้ผู้ใดมาให้ข้อมูลหรือไม่ แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ดำเนินขั้นตอนตามกรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้ว โดยปัจจุบันทางตัวนายกฯ เองก็ยังไม่ได้มีการมอบหมายให้บุคคลใดมาดำเนินการแทนเป็นพิเศษ

เมื่อถามถึง กรณีของบุคคลที่ชื่อ ”ชัยรัตน์“ อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่มีการระบุชื่อในโลกโซเชียลและเชื่อมโยงกับโพสต์เรื่องเงิน 7 ล้านบาทพล.ต.ท.ทินกร กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีตัวจริงเป็นใคร และแต่ละโพสต์เข้าข่ายความผิดฐานใดบ้าง หากพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้และพบว่าต้นทางเป็นความผิด ก็ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการ ต่างกรรมต่างวาระ รวมถึงคนแชร์ หากข้อมูลต้นทางมันผิด แล้วมีการแชร์ออกไปสู่สาธารณะทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีความผิดฐานเดียวกันกับต้นโพสต์

Advertisement

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่านักการเมืองที่เป็นผู้แชร์ข้อความส่งต่อจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ทินกร กล่าวว่า คนแชร์หรือคนส่งต่อข้อมูลก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย พร้อมย้ำเจ้าของเพจมีตัวตนอยู่จริง และยังพบเป็นแค่บุคคลเดียว ไม่ใช่กลุ่มบุคคล“ ส่วนจะมีทัศนคติไม่ดีต่อการเมืองหรือไม่ ต้องรอการตรวจสอบในแต่ละโพสต์ย้อยหลังที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐานอยู่แล้ว พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันการหลบหนีแล้ว

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ยังยืนยันกระแสข่าวที่มีการจับกุมชายเจ้าของเพจได้แล้วว่า ยังไม่มีการจับกุมตัวใครทั้งสิ้น ในส่วนประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลที่ตกเป็นข่าวในโลกโซเชียลมีเดีย ในขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมตัวใครในคดีนี้ทั้งนั้น โดยข่าวที่ระบุว่ามีการจับกุมตัวแล้วนำไปที่สน.บางเขน เพื่อลงบันทึกประจำวันนั้นไม่เป็นความจริง แต่ต้องเรียนว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ และทำให้เกิดความสับสนในประเทศชาติ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่นมาโดยตลอด จึงต้องมีการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และดำเนินการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า หลักการทางกฎหมายในการดำเนินคดีแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ 1.ความผิดต่อส่วนตัว หากโพสต์นั้นเป็นความผิดส่วนบุคคล จะต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ 2.ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือความผิดต่อรัฐ หากเป็นการโพสต์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีได้เอง

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ยืนยันว่ายังไม่มีการจับกุมตัวบุคคลใด หรือเชิญใครมาสอบปากคำในคดีนี้เป็นพิเศษ และยังไม่มีการเข้าควบคุมตัวตามกระแสข่าวลือ เบื้องต้นจากการตรวจสอบหลักฐาน ทางธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ข้อมูลหรือสลิปที่มีการกล่าวอ้างนั้น “ไม่มีอยู่จริง” โดยตำรวจไซเบอร์ ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานความมั่นคง กำลังเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานฃางคดีอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสกับทุกฝ่าย

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า หากได้รับข้อมูลที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญหรือทำให้เกิดความสับสนในประเทศ ขอให้รับฟังอย่างมีสติ ก่อนที่จะเชื่อหรือกดแชร์ต่อ เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นความผิด ผู้ที่แชร์ต่อฃหรือเผยแพร่ก็จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกันกับผู้โพสต์ต้นทาง