“เนติฯ-สภาทนาย”ผนึกกำลังช่วย”แม่-น้องบีม”รถชนพิการ ถูกทนายแสบอมเงินเกือบ5ล้าน

3.07.17 | 20:58 น.

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 3กรกฎาคม ที่เนติบัณฑิตยสภา ถนนกาญจนาภิเษก นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลเนติบัณฑิตยสภา ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกสภาทนายความฝ่ายบริหาร ในฐานะประธานฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ พร้อม น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี และด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม แก้วผ่อง อายุ14ปี ที่พิการจากอุบัติเหตุและเป็นนักร้องประสานเสียงโฆษณาประกันชีวิต ถูกทนายความฉ้อโกงเงินไปเกือบ5ล้านบาท เพื่อยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และแต่งตั้งทนายความดำเนินคดีโดยน้องบีม มีสีหน้าสดใสแม้ต้องนั่งในรถวีลแชร์ โดยมีน.ส.พรทิพย์ โอบกอดบุตรสาวตลอดเวลา

นายธวัชชัย กล่าวว่า กรณีน.ส.พรทิพย์ กับบุตร ขอให้ดำเนินคดีแพ่งและอาญาต่อ นายพิสิษฐ์ (สงวนนามสกุล) ทนายความ ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นภาพว่าประชาชนเข้าไปในกระบวนการยุติธรรมแต่กลับมีคนเข้าไปฉกฉวยฉ้อโกงซ้ำซ้อน จนเกิดความสะเทือนใจ เบื้องต้นกระทรวงยุติธรรมได้ส่งนิติกรและเงินช่วยเหลือ แต่ภายหลังทราบว่าน.ส.พรทิพย์ เคยร้องขอทนายความ จากเนติบัณฑิตยสภามาก่อนแต่ขาดช่วงการทำงานไป ดังนั้นทางกระทรวงยุติธรรมจึงมอบให้เนติบัณฑิตทำคดีต่อไป โดยกระทรวงยุติธรรมจะมอบเงินค่าธรรมเนียมศาลจำนวน6หมื่นบาทให้ หรืออาจให้ทนายร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
รองปลัดฯยุติธรรม กล่าวต่อว่า ในวันนี้น.ส.พรทิพย์ ได้แต่งตั้งทนายความของเนติบัณฑิตยสภาดำเนินคดีแพ่งกับทนายความคนดังกล่าว ฐานผิดสัญญารับสภาพหนี้ จำนวน3ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย และเข้าติดตามคดีอาญาที่อัยการสั่งฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ที่รอความเห็นแย้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)

ด้านว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า ในส่วนของข้อหาฉ้อโกง ที่เคยเป็นข่าวว่าคดีขาดอายุความเพราะเป็นความผิดอันยอมความกันได้ และมีการถอนแจ้งความไปแล้วนั้น ทางตนได้หารือกับผู้ใหญ่ได้ความว่า ตามแนวดำเนินคดีเห็นว่า คดีอันยอมความกันได้และได้ยอมความกันที่จะทำให้สิทธิการดำเนินคดีอาญาระงับ ฟ้องร้องกันไม่ได้นั้น ต้องเป็นการยอมความกันอย่างแท้จริง การที่นายพิสิษฐ์ขอให้น.ส.พรทิพย์ถอนฟ้องแล้วต่อมาไม่มีการจ่ายเงินกันเลยแสดงว่าไม่มีเจตนายอมความ ดังนั้นคดีอาญายังไม่ระงับ ทางเนติบัณฑิตยสภาจะติดตามเรื่องนี้ เพื่อดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า เคยมีข่าวว่าจะดำเนินการลบชื่อนายพิสิษฐ์ ออกจากการเป็นทนายความฐานผิดมรรยาททนายความ และนายพิสิษฐ์ เคยเป็นบุคคลถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือเป็นบุคคลล้มละลาย หากเป็นเรื่องจริงจะมีผลต่อการเป็นทนายความหรือไม่ ว่าที่พ.ต.สมบัติกล่าวว่า การร้องสภาทนายความว่าทนายผิดมรรยาท ต้องมีเหตุกล่าวหาว่าทนายความประพฤติไม่สมควร บัดนี้ยังไม่มีการร้องเข้ามา ทางน.ส.พรทิพย์ ต้องไปร้องต่อคณะกรรมการมรรยาททนายความ

ทั้งนี้ ว่าที่พ.ต.สมบัติ ได้นำราชกิจจานุเบกษา ปี 2548 มาแสดงประกอบการแถลงข่าว ลงวันที่ 20 เมษายน2547 เรื่องคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามคดีแดงที่112/47 คดีล้มละลายระหว่าง ธนาคารทหารไทยฯโจทก์ กับนายดนัยหรือพิสิษฐ์ (สงวนนามสกุล) เรื่องโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย และศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ประกาศ ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์2548 โดยว่าที่พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันได้ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายไปแล้ว เนื่องจากเกิน3ปี นับแต่วันล้มละลาย แต่ก็ถือว่า นายพิสิษฐ์ ขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความไปแล้ว แต่ตราบใดที่สภาทนายความยังไม่คัดชื่ออกจากการเป็นทนายความก็ถือว่า ขณะนี้นายพิสิษฐ์ยังเป็นทนายความอยู่ แต่นายพิสิษฐ์ สามารถยื่นโต้แย้งคัดค้านและให้ ข้อมูลขอให้ทบทวนได้ ก่อนนี้นายพิสิษฐ์เคยถูกพักใบอนุญาตมาแล้วครั้งหนึ่งและพ้นโทษไปนานแล้ว
ส่วนนายเสาวภักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนดูในราชกิจจานุเบกษาเรื่องล้มละลายของนายพิสิษฐ์ ถือว่าความปรากฏชัดเจนแล้ว ทางสภาทนายความจะเร่งดำเนินการเพื่อคลายความวิตกของสังคม ให้ข้อเท็จจริงปรากฏที่ผ่านมาเคยมีข่าวว่ามีทนายความอาสาของสภาทนายไปกระทำต่อครอบครัวน.ส.พรทิพย์ เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะน.ส.พรทิพย์ยังไม่ได้ ขอแรงทนายจากสภา แต่ในวันนี้สภาทนายความได้จัดกำลังทนายความมาช่วยอีกแรงแล้ว นอกจากนี้ว่าที่พ.ต.สมบัติ ได้นำสำเนาเช็คมาแสดง ว่าในการดำเนินคดีแพ่ง ทางเรามีพยานหลักฐานพร้อม เช่น เช็คที่บริษัทลูกหนี้ ตามคำพิพากษาจ่ายเช็คให้นายพิสิษฐ์ รวม 30 ฉบับ ฉบับละระหว่าง 1 – 2.5แสนบาท เมื่อมีหลักฐานแน่นหนาเช่นนี้ แสดงว่านายพิสิษฐ์รับเงินมาเรียบร้อย

Advertisement

ด้านน.ส.พรทิพย์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ว่า “ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ ที่ผ่านมา บอกกับลูกสาวว่า เงินจำนวนนี้คงไม่ใช่เงินของเรา แต่ขอให้ลูกเข้มแข็งและสู้ชีวิตต่อไป แม่ก็ป่วยอยู่ คงมีชีวิตดูแลหนู ได้อีกไม่นาน”
ส่วนน้องบีม กล่าวว่า “ทุกวันนี้ใช้ชีวิตไม่เหมือนคนปกติคือยืนและวิ่งไม่ได้ ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ ทุกวันจะปวดหลัง นั่งได้ไม่นาน และสังเกตว่าทุกวันนี้มีกระดูกดันแผ่นหลังออกมาแล้ว ต้องทำกายภาพวันละ1 – 2 ชั่วโมง ต่อวัน ส่วนทนายความคนนี้ ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อยากให้มาเจอกัน ส่วนในอนาคตถ้าโตขึ้นอยากเป็นผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์ จากนั้นจึงสอดกอดมารดาด้วยสีหน้ามีความหวัง”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากน.ส.พรทิพย์และน้องบีมพูดจบ นายธวัชชัย กล่าวว่า ฟังแล้วอยากจะร้องไห้ ต่อไปคนจนไม่ต้องร้องไห้ กระทรวงยุติธรรม สภาทนายความ เนติบัณฑิตยสภา 3หน่วยงานจะร่วมกันเอาความยุติธรรมมาสู่ประชาชน

ขณะที่ นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า ในวันที่ 4 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ได้นัดให้สองแม่ลูกผู้เสียหายมาพบกับ ว่าที่ ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ และประธานคณะกรรมการฝ่ายมรรยาท ฯ ที่สำนักงานสภาทนายความ ย่านบางเขน เพื่อสอบปากคำถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากได้ความแล้วว่า นายพิสิษฐ์ กระทำจริงตามที่ผู้เสียหายให้การไว้ นายพิสิษฐ์จะต้องถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรง ด้วยการถอนใบอนุญาตการว่าความ ถูกลบชื่อออกจากการเป็นทนายความ อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์ สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ทั้งการให้ปากคำ และลายลักษณ์อักษร แต่จนบัดนียังไม่สามารถติดต่อนายพิสิษฐ์ได้เลย ส่วนผู้เสียหายสองแม่ลูก หากประสงค์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาก็สามารถร้องขอให้สภาทนายความช่วยเหลือได้
รวบ4หนุ่มรุมตื้บชายวัย63ขับกะป๊อตาย เหตุแค่ขับรถเฉี่ยวจยย.