ออยศรี ให้ปากคำเพิ่ม ยันเป็นผู้เสียหาย บริจาคมูลนิธิ บุ๋ม ปนัดดา จี้สอบใช้เงินตามวัตถุประสงค์ไหม
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 31 ตุลาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายออยศรีและผองเผือกจำกัด พร้อมด้วยนายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA. หรือเจตน์ ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อเข้าให้การเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีร้องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงาน และเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” ประธานมูลนิธิฯ
“ออยศรี” เปิดเผยว่า ตนเดินทางมาในครั้งนี้ในฐานะผู้เสียหาย ในการดำเนินคดีครั้งนี้ต้องชี้แจงว่าเสียหายอย่างไร ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตลอดจนเส้นทางการเงิน
ทั้งนี้แม้ยอดบริจาคที่ตนบริจาคไปจะไม่เยอะ 1,000 บาท แต่ถ้า 5 บาท ก็นับว่าเป็นการบริจาค และทำด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นการวางงานหรือหิวแสง แต่สิ่งที่ควรถามคือ “พี่บุ๋ม” ได้นำเงินไปใช้ด้วยความบริสุทธิ์หรือไม่
สำหรับหลักฐานที่เตรียมมาวันนี้ คือหลักฐานการบริจาคมามอบให้เจ้าหน้าที่ เพื่อให้ตรวจสอบว่ามีการนำเงินไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตนเคยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ “บุ๋ม ปนัดดา”มาก่อน และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่พอใจนั้น ตนยอมรับว่าเคยวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของพี่บุ๋ม โดยเฉพาะกรณีที่พี่บุ๋มนั่งพูดคุยกับทนายตั้ม โดยไม่มีพยานหลักฐานประกอบการพูดถึงบุคคลอื่น แต่ยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการในครั้งนี้แตกต่างกัน เพราะตนมีพยานหลักฐานนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่พอใจส่วนตัวที่พี่บุ๋มเคยพบหรือพูดคุยกับทนายตั้ม แต่ต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐาน
“ออยศรี”กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบปากคำว่า ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ โดยรอให้พนักงานสอบสวนพิจารณานัดหมาย ซึ่งการเข้าพบในวันนี้เป็นไปตามขั้นตอนของคดี หลังจากเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนแล้ว โดยในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่รับเรื่องและสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ก่อนจะมีการพิจารณาแบ่งงานภายในตามพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากมีการสอบถามถึงสถานที่ที่ผู้เสียหายโอนเงิน และเมื่อแจ้งว่าจุดเกิดเหตุเกี่ยวข้องกับธนาคารสาขาห้วยขวาง จึงมีการพิจารณาส่งเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ก่อนจะเป็นที่มาของการเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้
ด้านนายภูวกร ศรีเนียน หรือ “เจตน์” กล่าวว่า นอกจากตนแล้ว ยังมีผู้เสียหายรายอื่นติดต่อเข้ามาเพื่อให้ข้อมูล และอยู่ระหว่างการส่งเอกสาร รวมถึงมีการมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนผู้เสียหายเพิ่มเติมอีก โดยมีทนายเก่ง หรือ นายวิศรุต เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงมูลค่าความเสียหายของผู้ร้องเรียน นายภูวกร ระบุว่า ในส่วนของตนมีความเสียหายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทขึ้นไป ส่วนยอดความเสียหายของผู้เสียหายรายอื่นยังต้องตรวจสอบรายละเอียดจากข้อความสนทนา และกล่องข้อความที่ติดต่อเข้ามาเพิ่มเติม จึงยังไม่สามารถระบุตัวเลขรวมที่แน่นอนได้
เรื่องคดีเป็นการแบ่งงานภายในโดยส่งต่อให้ บก.ปอศ. (ตำรวจเศรษฐกิจ กอง 4) ดำเนินการ เนื่องจากจุดเกิดเหตุโอนเงินอยู่ในพื้นที่ห้วยขวาง ยอดบริจาคของผู้เสียหายบางรายมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท และการโพสต์เชิญชวนออนไลน์ถือเป็นองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
การดำเนินคดีจะครอบคลุมผู้ที่มีชื่อเป็นคณะกรรมการมูลนิธิทุกคนเนื่องจากต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย และการยื่นใบลาออกของกรรมการในภายหลัง ยืนยันว่าไม่มีผลย้อนหลังต่อความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว การนำบัญชีส่วนบุคคลไปใช้รับบริจาคต้องมีวาระการประชุมลงมติยอมรับอย่างถูกต้อง และการเบิกจ่ายเงินเกิน 500,000 บาทต้องได้รับการอนุมัติตามข้อบังคับ การโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือยอดเกิน 50,000 บาท ต้องใช้การสแกนใบหน้าของ บุ๋ม ปนัดดา ดังนั้นการโอนเงินไปยังช่างเอ๋ และส่งต่อไปยังสามีจึงปฏิเสธการรับรู้ไม่ได้
ทั้งนี้จากข้อมูลของหน่วยงานรัฐ มูลนิธิดังกล่าวยังไม่ได้ยื่นงบการเงินในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2567 และปี 2568) สำหรับบัญชีที่ใช้รับเงินบริจาคมีทั้งหมด 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีมูลนิธิ 1 บัญชี และบัญชีส่วนบุคคลที่มีชื่อต่อท้ายอีก 2 บัญชี
ในส่วนกระแสข่าวการพบกันระหว่าง บุ๋ม ปนัดดา กับ ก๊อต ทั้งสองฝ่ายต่างต้องพิสูจน์เส้นทางการเงินของตนเอง คดีนี้เกี่ยวพันถึงเรื่องฟอกเงินและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถถอนยอมความได้ ส่วนประเด็นเรื่อง “Last Boss”หรือผู้ชักใยเบื้องหลัง ทั้งออยศรี และผู้ร่วมแถลงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้กระบวนการยุติธรรม และพยานหลักฐานดำเนินไปตามขั้นตอน
สุดท้าย “ออยศรี” ขอแยกการตรวจสอบกรณี บุ๋ม ปนัดดา ออกจากกรณีของ ต้นอ้อ มูลนิธิเป็นหนึ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีอย่างชัดเจน และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับประชาชน



