ทนายตั้ม หอบหลักฐานงบการเงิน มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ส่งคณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอตรวจสอบเพิ่ม
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับมูลนิธิ กัน จอมพลัง ช่วยสู้ ส่งมอบให้คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการใช้เงินของมูลนิธิฯ ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่
นายษิทราเปิดเผยว่า เดินทางมายื่นเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิ กัน จอมพลัง ช่วยสู้ และมาติดตามคดีสืบสวนของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ว่าคณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอมีความคืบหน้าอย่างไร เนื่องจากเห็นกรณีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม ทราบว่าตำรวจจะมีการออกหมายจับแล้ว แต่คดีสืบสวนมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ที่ดีเอสไอรับผิดชอบค่อนข้างเงียบมาก ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ได้ติดตามเรื่องนี้กันหรือไม่ สำหรับเอกสารเพิ่มเติมที่นำมามอบให้ในวันนี้ เกี่ยวข้องกับการที่นำเงินของมูลนิธิฯ ไปจ่ายค่าการ์ด (Guard) รวมถึงเอกสารงบการเงินของมูลนิธิฯ
นายษิทราเปิดเผยอีกว่า รายการธุรกรรมผิดปกติที่พบในเอกสารรายงานงบการเงินของมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ คือ พบการนำเงินไปซื้อที่ดินมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ซึ่งต้องขอบคุณทนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ที่เป็นผู้ไปคัดเอกสารนำส่งมาให้ ที่ดินดังกล่าวยังไม่ระบุจำนวนไร่หรือแปลง นอกจากนี้ยังมีการซื้อยานพาหนะหลายสิบล้านบาท และระบุเรื่องการไปช่วยเหลือชายแดน แต่ไม่ได้แยกรายละเอียดการใช้งบการเงิน ซึ่งต้องให้ดีเอสไอตรวจสอบเพิ่มเติม โดยงบการเงินที่ตรวจสอบเบื้องต้น เป็นรายการตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 มีการนำเงินภายในมูลนิธิฯ ทำธุรกรรมซื้อหลายอย่าง อาทิ รถยนต์ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท
ทั้งนี้ การเบิกจ่ายเงินภายในมูลนิธิฯ เพื่อทำธุรกรรมยอดสูง ต้องไปดูข้อบังคับมูลนิธิฯ ว่าระบุไว้กี่ยอดเงินที่ต้องผ่านมติคณะกรรมการ เพราะปกติหากเป็นยอดหลักแสนบาทขึ้นไป ต้องใช้มติคณะกรรมการประกอบ แต่เท่าที่รู้คือมูลนิธิฯ ใช้วิธีการโอนเงินช่วงเวลา 01.00-02.00 น. จึงไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการจะประชุมกันอย่างไร
อนึ่ง คณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอได้แจ้งผลความคืบหน้าบางส่วนว่า ได้เรียกบริษัทที่เปิดใหม่ซึ่งสงสัยว่าอาจเป็นนอมินีรับเงินมาสอบถามแล้ว และทราบว่า น.ส.กาญจนา สถาวร หรือ อีฟ อดีตประธานมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้นำเอกสาร 1 ลังมามอบให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอแล้ว โดยมอบหมายให้คนขับรถนำมาส่ง
นายษิทรากล่าวต่อว่า ความคืบหน้าการสืบสวนของดีเอสไอตอนนี้เป็นการเร่งสอบปากคำพยานคนใกล้ชิดของนายกัณฐัศว์เป็นหลัก แต่การเชิญนายกัณฐัศว์มาสอบถามเองค่อนข้างเงียบ ยิ่งเทียบกับกรณีของ น.ส.ปนัดดา พบว่าตำรวจทำงานเร็วมาก ทราบว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ.ดำเนินการเรื่องนี้ เมื่อมีคนไปแจ้งความที่ บก.ป. เจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าได้ดำเนินการส่งเรื่องตรงไปที่ ปอศ.แล้ว
เมื่อถามว่าคำร้องตรวจสอบมูลนิธิฯ ดีเอสไอยังเป็นเพียงเรื่องสืบสวนและต้องลุ้นว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ นายษิทรากล่าวว่า อยากรู้ว่าสรุปดีเอสไอจะทำหรือไม่ หากไม่ทำจะได้นำข้อมูลให้ตำรวจช่วยทำ หรือดีเอสไออาจกำลังทำอยู่แต่เอกสารเกี่ยวข้องมีจำนวนมาก เพราะกรณีของนายกัณฐัศว์มีความซับซ้อนมากกว่าของ น.ส.ปนัดดา เนื่องจากกรณีของ น.ส.ปนัดดา เส้นทางการเงินชัดเจน มีการโอนเงินมูลนิธิไปผู้รับเหมาก่อสร้าง แล้วผู้รับเหมาโอนกลับคืนสามี น.ส.ปนัดดา ต่างจากกรณีของนายกัณฐัศว์ที่มีการใช้บริษัทมาซัพพอร์ต ซึ่งมองได้ว่ามีการเตรียมการไว้อย่างดี เข้าใจว่าดีเอสไออาจต้องใช้เวลาตรวจสอบสักระยะ แต่ก็อยากให้เจ้าหน้าที่มีความกระตือรือร้นมากกว่านี้
นายษิทรามองว่า กรณีของ น.ส.ปนัดดา มองได้ 2 มุม การโอนตรงง่ายๆ อาจเพราะไม่รู้จึงทำอะไรที่ไม่ซับซ้อน หรืออาจคิดว่าไม่มีใครมาตรวจสอบ ส่วนกรณีของนายอธิป อนันทวรรณ หรือ ก๊อต สามี น.ส.ปนัดดา ยังไม่เห็นมีใครมาร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม
เมื่อถามถึงพฤติการณ์ที่เข้าข่ายยักยอกทรัพย์หรือฉ้อโกงประชาชน นายษิทรากล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราคาสิ่งของที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างราคาที่มูลนิธิฯ ซื้อกับราคาที่คนทั่วไปหรือบริษัทอื่นซื้อ จึงเป็นเหตุให้มองว่าอาจเป็นการทุจริต หรือเรื่องการลงเสียงโปรโมตเว็บไซต์พนันออนไลน์ก็เป็นเสียงของเจ้าตัวชัดเจน
ส่วนความสัมพันธ์กับ น.ส.บุญญนุช แสงศรี หรือ ออยศรี เจ้าของเพจ “ออยศรีและผองเผือก” นายษิทราชี้แจงว่า เมื่อก่อนเขาเป็นแค่แฟนคลับ ไม่ได้เป็นเพื่อนกัน รู้จักกันเพียงประมาณ 3 เดือน พอเขามายุ่งกับครอบครัวตนมากเกินไปจึงขอห่าง ส่วนการตั้งสำนักงานกฎหมายของ น.ส.บุญญนุช นั้น มองว่าเจ้าตัวไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมาย เท่าที่รู้เมื่อก่อนเป็นแม่ค้าขายผลไม้รถเข็นที่ จ.ราชบุรี ปัจจุบันตนไม่ได้อยากคุยด้วยและขออยู่ห่างไว้ดีกว่า
สำหรับความสัมพันธ์กับทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ยอมรับว่าตั้งแต่ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ก็ยังไม่ได้คุยกัน เพราะทนายเดชาไปอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ตนรังเกียจ จึงขอห่างไว้ก่อนแต่ไม่ได้บังคับให้เลิกคบ หากในอนาคตต้องตรวจสอบสาธารณะร่วมกันก็พร้อมกลับมาคุยและกินข้าวร่วมกันได้ จากนั้น นายษิทราได้ยุติการให้สัมภาษณ์ ก่อนนำเอกสารขึ้นไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับคณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอ กองกิจการอำนวยความยุติธรรม

