ปอศ. พบธุรกรรมเฉียด3ล้านครั้งโอนเข้า 910 ล้านบาท ถอน 876 ล้านบ. ส่อจัดกิจกรรมบังหน้า

6.11.26 | 14:56 น.

ปอศ. พบธุรกรรมเฉียด3 ล้านครั้งโอนเข้า 910 ล้าน ถอน876 ล้าน ส่อจัดกิจกรรมบังหน้า

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน รายการโหนกระแส ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ยังคงเกาะติดประเด็นมรสุมและข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินบริจาคของ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และมูลนิธิองค์กรทำดี โดยมีตัวแทนและผู้เกี่ยวข้องจากฝั่งมูลนิธิมาร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมติดตามการตรวจสอบสถานการณ์ทางคดีอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของรายการ ได้เชิญ พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส รอง ผบก.ปอศ


โดยพ.ต.อ.นิตติโชติ ระบุว่า คดีดังกล่าวว่า ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจและสร้างความเสียหายให้กับประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก คดีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งตามกฎหมายแล้วตำรวจสามารถดำเนินการสืบสวนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ก่อน โดยหลังจากมีผู้เสียหายรายแรกมาแจ้งความ ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้อายัดและดึงรายการเดินบัญชี (Statement) ทั้งหมดมาตรวจสอบทันที

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหามีการโพสต์เชิญชวนประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook รวมถึงการจัดคอนเสิร์ตเพื่อระดมเงินบริจาค โดยอ้างว่านำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ เช่น อำเภอหาดใหญ่ รวมถึงงานสาธารณประโยชน์ตั้งแต่ก่อนและหลังจัดตั้งเป็นมูลนิธิ

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเงินบริจาคที่หลั่งไหลเข้ามานั้น มีเงินจำนวนหนึ่งถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคอย่างชัดเจน โดยพบการถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัว และโอนให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมูลนิธิ เช่นบุคคลส่วนตัวของนายก๊อต สามี ซึ่งไม่ใช่การนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามที่ได้โฆษณาไว้

Advertisement

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการโอนเงินเข้ามายัง 3 บัญชีหลัก ได้แก่ บัญชีในนามมูลนิธิ 1 บัญชี, บัญชีองค์กรทำดี 1 บัญชี และบัญชีสมทบอีก 1 บัญชี มีธุรกรรมโอนเงินเข้ามา เกือบ 3 ล้านครั้ง จากผู้โอนประมาณ 9 แสนราย ซึ่งรูปแบบการโอนมีตั้งแต่ยอดเงินจำนวนน้อย เช่น 19 บาท สะท้อนว่าเป็นการโอนเพื่อวัตถุประสงค์ทางสาธารณประโยชน์ตามที่มีการประกาศรับบริจาคผ่านหน้าเพจ Facebook

พ.ต.อ.นิตติโชติ ยังระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ได้เข้าข่ายเพียงแค่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์เท่านั้น แต่เข้าเงื่อนไข “ฉ้อโกงประชาชน” เนื่องจากมีการโฆษณาหลอกลวงต่อสาธารณชนว่าจะนำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่กลับไม่ได้นำไปใช้จริงตามที่อ้าง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงิน (Statement) อย่างละเอียดอีกครั้ง หลังพบพฤติกรรมเงินโอนเข้าบัญชีแล้วมีการโอนออกทันที แม้เงินในบัญชีจะมีการหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาก็ตาม 

พ.ต.อ.นิตติโชติ ยังกล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนได้พิจารณาตั้ง 3 ข้อหา 1ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

2.ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) 3.สมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสัดส่วนเงินที่นำไปใช้ในงานสาธารณประโยชน์จริงเทียบกับเงินที่โอนออก พ.ต.อ.นิตติโชติ  กล่าวว่า แม้จะเห็นว่ามีการทำกิจกรรมจริงตามภาพข่าว แต่ในทางบัญชีและการรายงานต่อนายทะเบียนตามกฎหมาย กลับยังไม่พบเอกสารหลักฐานหรือรายงานการเงินยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด ซึ่งหากประเมินจากข้อมูลที่มีในขณะนี้ พบว่าปริมาณเงินที่ถูกโอนออกไปในลักษณะไม่ตรงวัตถุประสงค์ มีจำนวนมากกว่าเงิน ที่นำไปใช้จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้น พิธีกร หนุ่มกรรชัย กล่าวถึง ตัวเลขจากรายการสเตทเม้นท์ (ยอดสะสม 30 เดือน) ของทั้ง 3 บัญชี พบว่ามีเม็ดเงินโอนเข้าสูงถึง 910,786,986 บาท และมีการถอนเงินออกไปมากถึง 876,763,253 บาท

พ.ต.อ.นิตติโชติ  ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นยอดประเมินตามสเตทเม้นท์ในเบื้องต้น ซึ่งจะต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่ามีการโอนออกผ่านช่องทางหรือวิธีการอื่นใดอีกหรือไม่ โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของคุณอุ๊บิบและที่ทำการมูลนิธิเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาทั้งสองเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและนำหลักฐานมาแสดงเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาว่าเงินที่ถูกถอนออกไปถูกนำไปใช้จ่ายในเรื่องใดและมีเอกสารยืนยันถูกต้องหรือไม่ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป