สะเทือนวงการ คนดัง สายบันเทิง คดีดิไอคอน แชร์ 195 ล้าน ถึงปม 900 ล้านบริจาค บุ๋ม ปนัดดา

8.11.26 | 13:57 น.

ปิดหน้าออนไลน์ : สะเทือนวงการ คดีคนดังสายบันเทิง ดิไอคอน-แชร์ 195 ล้าน ถึงปม 900 ล้านบริจาค บุ๋ม ปนัดดา

กลายเป็น ปรากฏการณ์ ที่สังคมจับตา เมื่อชื่อของบุคคลมีชื่อเสียงระดับ ดารา ซุปเปอร์สตาร์ และพิธีกรชื่อดัง ปรากฏอยู่ในแฟ้มคดีอาญาสำคัญ ไล่ตั้งแต่ธุรกิจขายตรงยักษ์ใหญ่ คดีชักชวนลงทุนที่มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 200 ล้านบาท ไปจนถึงคดีตรวจสอบเส้นทางเงินบริจาคของ มูลนิธิองค์กรทำดี

จากภาพลักษณ์คนบันเทิงที่ประชาชนคุ้นเคย สู่การถูกตำรวจออกหมายจับและเข้าสู่กระบวนการสอบสวน แต่ละคดีมีที่มา พฤติการณ์ และข้อกล่าวหาแตกต่างกัน บางคดีมีความคืบหน้าในชั้นอัยการ ขณะที่บางคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม


มติชนออนไลน์ พาย้อนไปเปิดแฟ้ม ลำดับเหตุการณ์ 5 คนดังที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนวงการบันเทิงไทยในช่วงปี 2567-2569

1. แซม–ยุรนันท์ ภมรมนตรี : คดีดิไอคอนกรุ๊ป อัยการสั่งไม่ฟ้อง

16 ตุลาคม 2567 : เปิดแฟ้มแรกกับคดีบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด ธุรกิจขายตรงที่กลายเป็นมหากาพย์คดีฉ้อโกงประชาชน หลังมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความ อ้างว่าถูกชักชวนให้สมัครสมาชิกและลงทุนซื้อสินค้า โดยมีการนำเสนอผลตอบแทนจากการขายสินค้าและการขยายเครือข่ายสมาชิก

แต่เมื่อเข้าร่วมธุรกิจกลับพบปัญหาการจำหน่ายสินค้า สินค้าค้างสต๊อก และไม่สามารถสร้างรายได้ตามที่ถูกชักชวน จนนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษและการขยายผลสอบสวนของตำรวจ

Advertisement

หนึ่งในบุคคลที่ถูกจับกุมคือ “แซม” ยุรนันท์ ภมรมนตรี นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว โดยถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

คดีนี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนัก เพราะมีบุคคลมีชื่อเสียงหลายรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำตลาดและสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ ก่อนที่กระบวนการสอบสวนและการพิจารณาของอัยการจะนำไปสู่ความคืบหน้าที่แตกต่างกันในผู้ต้องหาแต่ละราย

2. กันต์–กันตถาวร : บทบาทบอสดาราในธุรกิจดิไอคอน

16 ตุลาคม 2567 : วันเดียวกัน ตำรวจเข้าจับกุม “กันต์” กันตถาวร นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับดิไอคอนกรุ๊ป

ประเด็น ที่ถูกจับตาคือบทบาทของกันต์ในธุรกิจ โดยปรากฏ ชื่อในฐานะบุคคลระดับบริหารและผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการตลาดของบริษัท ซึ่งตำรวจต้องตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชักชวนประชาชนเข้าร่วมธุรกิจและการกระทำผิดตามที่ผู้เสียหายร้องเรียนหรือไม่

ภายหลังรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งคำให้การผู้เสียหาย เอกสารธุรกิจ และข้อมูลการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

การจับกุมกันต์นับเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของคดี เพราะทำให้ภาพของธุรกิจที่มีคนดังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือ ถูกนำมาตรวจสอบอย่างจริงจัง

3. มิน–พีชญา วัฒนามนตรี : ถูกจับคดีดิไอคอน  อัยการสั่งไม่ฟ้อง

16 ตุลาคม 2567 : อีกหนึ่งคนดังที่ถูกจับกุมในคดีเดียวกันคือ “มิน” พีชญา วัฒนามนตรี นักแสดงสาวชื่อดัง

กรณีของพีชญาถูกจับตาจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์ของบริษัท ซึ่งตำรวจตั้งข้อสงสัยถึงบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงประชาชน

เธอถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นอัยการ

อย่างไรก็ตาม คดีของพีชญามีความคืบหน้าต่างจากผู้ต้องหารายอื่น เมื่ออัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้บุคคลจะถูกจับกุมในคดีเดียวกัน แต่การพิจารณาความรับผิดต้องแยกตามพฤติการณ์และพยานหลักฐานของแต่ละคน ไม่สามารถเหมารวมได้

4. นานา–ไรบีนา : คดีชักชวนลงทุน เสียหายเกือบ 200 ล้านบาท

3 ธันวาคม 2568 : ขยับมาถึงคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงคนดังและกลุ่มเพื่อนสนิท เมื่อ “นานา” ไรบีนา อินทชัย นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ถูกจับกุมในคดีชักชวนลงทุน หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์

พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาคือ การชักชวนบุคคลใกล้ชิดและคนในแวดวงสังคมให้ร่วมลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ โดยนำเสนอผลตอบแทนเพื่อจูงใจ ทั้งการลงทุนปล่อยกู้ การซื้อขายหุ้น และธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศ

จุดสำคัญของคดีอยู่ที่ความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นช่องทางสร้างความไว้วางใจให้ผู้เสียหายตัดสินใจนำเงินมาร่วมลงทุน โดยในช่วงแรกมีการจ่ายผลตอบแทน ก่อนที่ภายหลังจะเริ่มเกิดปัญหาการผิดนัดชำระเงินและไม่สามารถคืนเงินลงทุนได้ตามกำหนด

มีรายงานผู้เสียหาย 17 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 195 ล้านบาท

ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยคดีนี้เป็นอีกตัวอย่างของการนำความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาเป็นประเด็นสำคัญในการตรวจสอบทางอาญา

5. บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี : ปมเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี

6 พฤศจิกายน 2569 :คดีล่าสุดที่กลายเป็นประเด็นร้อน คือกรณี “บุ๋ม” ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ในฐานะประธานมูลนิธิองค์กรทำดี หลังตำรวจขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและการบริหารจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบธุรกรรมในบัญชีที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและบัญชีบุคคล โดยข้อมูลช่วงวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 30 ตุลาคม 2569 พบเงินฝากเข้าบัญชีที่ถูกตรวจสอบ 3 บัญชี รวม 910.79 ล้านบาท มีรายการถอนออก 876.76 ล้านบาท และยอดคงเหลือประมาณ 34.21 ล้านบาท

ในจำนวนนี้ บัญชีที่มีชื่อองค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี มีเงินฝากเข้ามากที่สุด 678.69 ล้านบาท คิดเป็น 74.5% ของยอดเงินฝากทั้งหมด และมีรายการถอนออก 671.75 ล้านบาท หรือคิดเป็น 99% ของเงินฝากในบัญชีดังกล่าว

ขณะที่บัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีมีเงินฝากเข้า 196.68 ล้านบาท ถอนออก 181.21 ล้านบาท ส่วนบัญชีสมทบทุนสร้างมูลนิธิฯ มีเงินฝากเข้า 35.41 ล้านบาท ถอนออก 23.80 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นประเด็นสำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องขยายผลว่า เงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีการเคลื่อนย้ายเงินไปยังบุคคลใด และธุรกรรมที่ตรวจพบเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่

ต่อมา ศาลอนุมัติหมายจับ บุ๋ม ปนัดดา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และสมคบฟอกเงิน ก่อนตำรวจเข้าจับกุมเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569  ส่วนสามีถูกดำเนินคดีในข้อหาสมคบฟอกเงินเช่นกัน

คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแฟ้มใหญ่ที่สังคมจับตา โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับการรับบริจาค การบริหารเงิน และเส้นทางธุรกรรมที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

จากคนดังสู่แฟ้มคดี บทพิสูจน์อยู่ที่พยานหลักฐาน

เมื่อย้อนดูทั้ง 5 คดี จะพบว่ามีจุดร่วมสำคัญคือการเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจ การลงทุน หรือการระดมเงิน ซึ่งมีประชาชนและผู้เสียหายเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก

แต่ละกรณีมีข้อกล่าวหาและสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน บางรายมีคำสั่งไม่ฟ้อง ขณะที่บางรายยังต้องต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม