จากกรณีนายธนบดี จิตตา อายุ 20 ปี ผู้เสียหายได้ถูกกลุ่มคนร้าย รวม 6 คน ร่วมกันใช้กำลัง หน่วงเหนี่ยวกักขัง โดยการใส่กุญแจมือและอุ้มตัวขึ้นรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์จูนเนอร์ สีดำที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะสตรีท ถ.รัชดาภิเษก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพ และทำร้ายร่างกาย พร้อมบังคับให้พาไปเอาทรัพย์สิน ที่ห้องพักคอนโดมิเนียม เพชรเกษม 54 ของผู้เสียหาย ได้ทรัพย์สินไปรวมมูลค่า 4 ล้านบาท หลังจากนั้น ได้พาผู้เสียหายไปในพื้นที่ของ สน.บางเสาธง แต่ผู้เสียหายสามารถหลบหนีมาได้ จึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.ห้วยขวาง พื้นที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายจดจำ 1 ในคนร้ายได้ ชื่อ นายกัณตพิชญ์ หรือมาร์ค งามเอก อายุ 21 ปี โดยคนร้ายที่ร่วมกันการกระทำผิดในครั้งนี้ อ้างตัวว่าเป็นตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบ ซึ่งเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล ผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ให้เข้าร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา
ต่อมาพล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชา และพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เร่งรัดสืบสวนสอบสวนติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว และได้รวบรวมพยานหลักฐาน ประกอบภาพจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ มีหลักฐานแน่ชัด และเชื่อได้ว่า นายกัณตพิชญ์ กับชายไทยที่ปรากฏภาพที่บันทึกได้จาก กล้องวงจรปิด รวม 4 คน เป็นคนร้ายในคดีนี้ จึงได้ขออนุมัติออกหมายจับต่อศาลอาญา และศาลได้อนุมัติหมายจับจำนวน 4 คน คือ นายกัณตพิชญ์ และ ชายไทยที่ปรากฏภาพที่บันทึกได้จากกล้องวงจรปิดอีก 3 ราย ในความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อการกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 3 ส.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ร่วมกันจับกุมตัว นาย กัณตพิชญ์ ได้ที่บ้านพัก และนำตัวมาให้ผู้เสียหายชี้ตัวเพื่อยืนยันตัวผู้กระทำผิด โดยมีบุคคลอื่นที่มีอายุ รูปร่าง และลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกันยืนปะปนอยู่ด้วย ผลการชี้ตัว ผู้เสียหายยืนยันว่า นายกัณตพิชญ์ เป็นผู้กระทำผิดจริง
พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รองผบก.น. 1 กล่าวว่า หลังจากนายธนบดีมาพบ พล.ต.อ.ศรีวราห์ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ก็ได้ตรวจสอบประวัติ พบว่า นายธนบดี มีหมายจับของสน.มันบุรี ข้อหาฉ้อโกง จึงให้พนักงานสอบสวนสน.มีนบุรี เข้าอายัดตัว แจ้งข้อกล่าวหา และอยู่ระหว่างประกันตัว
ด้านนายธนบดี กล่าวว่า ตนยอมรับว่าตนทำธุรกิจซื้อขายรถยนต์มือ 2 กับนายกัณตพิชญ์ โดยรู้จักกันทางกลุ่มไลน์เกี่ยวกับผู้สนใจรถยนต์หรู โดยซื้อรถจากผู้ต้องหามาในราคา 3.3 แสน แต่ตนนำไปตกแต่ง ขายต่อในราคาสูงทำให้ผู้ต้องหาไม่พอใจ หาว่าตนกดราคา ก่อนหน้าก็ไปแจ้งความว่าตนยักยอก ที่สน.พหลโยธิน เรื่องอยู่ในกระบวนการดำเนินคดี จนวันเกิดเหตุ นัดพบกัน แต่ผู้ต้องหาพาชาย อีก 5 คนมาข่มขู่ จับตัว ใส่กุญแจมือ อุ้มขึ้นรถ ปล้นทรัพย์ แต่ตนหนีออกมาได้ มีพลเมืองดีช่วยเหลือ ตอนแรกชายกลุ่มนี้อ้างว่าเป็นตำรวจสายสืบ สน.ห้วยขวาง แสดงตัวเป็นตำรวจ อ้างหมายจับ พาตนขึ้นรถไปที่ซอยเพชรเกษม 54 บังคับเอาทรัพย์สิน นาฬิกา กระเป๋า กุญแจรถยนต์เบนซ์ ระหว่างนั้นตนใช้อุบายหนีมาได้ ซึ่งหลังจากตนหนีมาได้ทำทีเข้าไปตรวจสอบที่สน.ห้วยขวาง และบก.น.1 ยืนยันว่าชายกลุ่มดังกล่าวไม่ใช่ตำรวจแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามที่ตนต้องร้องเพราะเกรงกลัวได้รับอันตราย เพราะระหว่า งถูกคุมตัว รู้สึกได้ว่าหากไม่หนีออกมาคงเอาชีวิตไม่รอด ครอบครัวถูกข่มขู่ โดยบ้านญาติที่ จ.ราชบุรีก็มีคนไปยิงปืนขึ้นฟ้าลักษณะข่มขู่ จึงไม่ลงบันทึกประจำวันที่ สภ.โพธาราม จ.ราชบุรีแล้ว
ด้านพล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวนขณะนี้ ออกหมายจับชาย 4 คน รู้ชื่อแล้ว 1 รายคือ นายกัณตพิชญ์ ส่วนอีก 3 คน ออกหมายจับตามภาพในกล้องวงจรปิด แต่จากการสอบปากคำนายกัณตพิชญ์ ให้การเป็นประโยชน์ รับว่า ไปว่าจ้างกลุ่มคนมีสีที่รับงานทวงหนี้ ซึ่งผู้ต้องหาเรียกกลุ่มนี้ว่า ขาใหญ่ โดยขณะนี้กำลังพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และจะไปขออนุมัติศาลเพื่อเปลี่ยนแปลงหมายจับระบุตัวบุคคล และขยายผลถึงผู้ร่วมก่อเหตุที่มีอีกอย่างน้อย 2 คน ทั้งนี้จากการตรวจสอบยืนยันได้ว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้ไม่ใช่ตำรวจแน่นอน หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยใด แม้จะเป็นทหารก็ไม่เว้น ไม่อุ้มรีดแบบนี้ไม่ได้ จะต้องจับกุมดำเนินคดีทั้งหมด
ต่อมา พล.ต.อ.ศรีวราห์ นำนายธนบดี ชี้ตัวผู้ต้องหา ก็ยืนยันว่า นายกัณตพิชญ์ หรือมาร์ค ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว คือคู่กรณีที่นำชายฉกรรจ์มาอุ้มรีดตัวเองจริงๆ
ก่อนที่ตนจะอาศัยจังหวะวิ่งหลบหนี และโชคดีที่พบพลเมืองดีพามาส่งที่ สภ.บางเสาธง ก่อนตนจะเดินทางมาแจ้งความที่ สน.ห้วยขวาง


