เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 สิงหาคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) จัดเสวนาวิชาการเนื่องในวันรพี เรื่อง “ปฏิรูปตำรวจและระบบงานสอบสวนอย่างไรถึงได้ใจประชาชน” ร่วมเสวนาโดย พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ, นายสมชาย หอมลออ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิมนุษยชน, ศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติ ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต นิด้า, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานครป.และคณบดีคณะพัฒมนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า
ศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศที่เดินมาถึงวันนี้เกิดจากเจตจำนงของประชาชน การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นหัวใจของการปฏิรูป เพราะสังคมต้องดำเนินด้วยหลักนิติรัฐนิติธรรม จากการรับฟังความเห็นรากฐานความขัดแย้งการจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เราปล่อยให้ตำแหน่งที่อยู่ภายใต้การเมืองมีอำนาจแจ้งข้อกล่าวหาเป็นปัญหาหัวใจกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครถ่วงดุล ไม่มีใครเป็นกลางและอิสระ คดีที่หนักจึงอาจเบา คดีเบาจึงอาจหนัก คดีเกี่ยวกับคนมีอำนาจจึงขาดอายุความ ตำรวจอยู่ภายใต้ระบบยศไม่เอื้อต่อความเป็นกลางในระบบยุติธรรมเพราะประเทศอยู่ในระบบอุปถัมภ์ เราต้องช่วยกันส่งเสียงทิศทางปฏิรูปประเทศที่ควรเป็น ให้ประเทศนี้อำนวยความยุติธรรมให้คนทุกชนชั้น
“1.ระบบงานสอบสวนทุกวันนี้นำไปสู่ปัญหาความไม่ยุติธรรมของสังคมได้ จะต้องหาคนถ่วงดุล 2.ประเทศไทยสร้างองค์กรพิเศษขึ้นมามาก อย่างดีเอสไอ องค์กรอิสระต่างๆที่มีอำนาจทางอาญา เพราะแก้ปัญหาหลักไม่ได้ แต่องค์กรที่สร้างใหม่ก็เดินทางเดิม ทั้งที่เราต้องทำระบบสอบสวนหลักให้มีดุลยภาพก่อน ตำรวจจะเป็นของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อระบบสอบสวนมีองค์กรเข้ามาช่วยกลั่นกรองเพื่อความชัดเจนในพยานหลักฐาน
“เกิดปัญหาเมื่อกระบวนการแจ้งข้อหาโดยพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แต่จนท.ถอยไม่ได้เพราะกลัวโดนม.157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จึงทำให้เกิดแพะจำนวนมาก ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจควรมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเต็มที่ ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอจึงค่อยแจ้ง กระบวนการที่ไม่เอื้อทำให้อัยการไม่มีเวลา จึงควรให้พนักงานอัยการมีอำนาจควบคุมการสอบสวนในคดีสำคัญและคดีที่มีการร้องเรียน ถ้าไม่ทำเรื่องนี้กระบวนการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมจะไม่ได้แก้ปัญหาหลัก” ศ.ดร.บรรเจิดกล่าว

รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า สถิติคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี2549-2558 จากปี2549ที่ตำรวจจับได้45เปอร์เซ็นต์จากจำนวนที่แจ้งความ เพิ่มขึ้นเป็น 71 เปอร์เซ็นต์ในปี 2558 แปลว่าความสามารถในการจับกุมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคดีฆ่าคนตายโดยเจตนาและคดีข่มขืน แต่สถิติของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 84 เปอร์เซ็นต์
“จะทำอย่างไรให้ตำรวจดำเนินคดีตรงไปตรงไม่หวั่นไหวต่อพลังอำนาจจากฐานะเศรษฐกิจและสังคม ปราศจากความกลัวของอิทธิพล บางกรณีตำรวจอยากได้ผลงานจนเกิดความไม่รอบคอบในการเก็บหลักฐานทำให้ผู้ที่ไม่ได้กระทำผิดตกเป็นผู้ต้องหา นำมาสู่การออกแบบระบบอย่างไรที่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจะไม่มาสร้างเวรสร้างกรรมกับคนที่ไม่ได้ทำผิดแล้วตกเป็นผู้ต้องหา
“วิธีคิดการทำคดีตำรวจไทยต้องเปลี่ยน อย่างการรีบแจ้งข้อกล่าวหาก่อน ต้องเป็นแบบสากลที่แสวงหาหลักฐานก่อน ควรตั้งสำนักปฏิวัติวัฒนธรรมในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เอาพนักงานสอบสวนมาเข้าค่ายเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ ตั้งแต่ผบ.ตร. เปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่ต้องมาทำงานสอบสวน ส่วนคดีที่รัฐเป็นผู้เสียหายที่พยายามโอนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบก็แค่เปลี่ยนกลุ่มที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์หากไม่มีกลไกเข้าไปกำกับ อย่างการรุกป่าทำไปเจอตอก็ถอย ตำรวจดีๆก็ต้องลาออกหนีไป
“การปฏิรูปตำรวจต้องเอาโรงพักเป็นศูนย์กลาง ยุบกองบัญชาการทั้งหมด นายพลไม่ต้องมีมาก ในจังหวัดมีกองกำกับการ โยกย้ายแค่ภายในจังหวัด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ สร้างระบบข้อมูลโปร่งใสตรวจสอบได้ว่าคดีที่แจ้งไปถึงไหนแล้ว และทำความเป็นจริงเกี่ยวกับจำนวนคดีอาชญากรรม ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการประเมินผลในปีแรกๆ ยกเครื่องระบบข้อมูลใหม่เริ่มจากความเป็นจริง และต้องยกเลิกโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และยกเลิกตำรวจชั้นประทวนที่จบม.6 ให้จบปริญญาตรี”รศ.ดร.พิชายกล่าว
พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจต้องมองกว้างกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่รวมถึงผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายทั้งระบบ หัวใจการปฏิรูปคือการกระจายอำนาจ วันนี้กระจายไปแล้วแต่ยังอยู่ผิดที่ทางผิดฝาผิดตัว วันนี้ตัวเลขการจับกุมของตำรวจดีขึ้นแต่ประเทศไทยไม่มีสัจธรรม ตราบใดที่เราไม่ยอมรับว่ามีปัญหาร้ายแรงก็ปฏิรูปไม่ไ่ด้ ต่อให้โรงพักสวยงามแต่ไม่รับแจ้งความก็ไม่มีประโยชน์อะไร งานปรองดองก็ต้องเริ่มจากความยุติธรรม ทำอย่างไรให้ความจริงทางอาญานิ่ง
“ต้องยกเลิกตำรวจชั้นประทวน ตำรวจจะมาทำงานตามคำสั่งไม่ได้ ต้องมีวิจารณญาณทางกฎหมาย ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยต้องจบปริญญาตรี และสิ่งแรกคือขอให้ลงบันทึกประจำวันในคอมพิวเตอร์ ให้พนักงานอัยการมีสิทธิเข้ามาดูการสอบสวน และติดกล้องห้องสอบสวน อย่าไปคิดแทนว่าเขาทำไมไ่หว อยากให้ออกพ.ร.ก.เปลี่ยนหลักการสั่งฟ้องของอัยการ ให้มีพยานหลักฐานชัดเจนจนปราศจากข้อสงสัย อีกทั้งให้มีการบันทึกภาพและเสียงในการสอบสวน” พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า วิธีหนึ่งในการลดจำนวนสถิติคดีที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมได้ คือเมื่อประชาชนไปแจ้งความแล้วตำรวจบันทึกไว้เป็นหลักฐานเท่านั้นไม่ได้ให้แจ้งความร้องทุกข์ ทำให้จำนวนคดีไม่เพิ่ม การปฏิรูปต้องทำทั้งในโครงสร้างเนื้อหาและวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การปะผุ การปฏิรูปถ้าเดินไม่ถูกทางก็ไม่สำเร็จ เมื่อเริ่มทำแล้วจะมีการดึงให้หันเหตลอดเวลา ข้ออ้างเรื่องไม่มีงบ ไม่มีกำลังพลนั้นจึงอ้างไม่ไ่ด้
“การปฏิรูปต้องสร้างทางเลือก ผู้เสียหายจำนวนมากไม่มีทนายความทำตามที่ตำรวจบอก ผู้เสียหายบางคนไม่เข้าใจกระบวนการสอบสวน ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบเป็นอิสระ ปัจจุบันระบบความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายของเราแย่มาก ต้องให้ประชาชนมีพลังมีความรู้ในการตรวจสอบได้
“การปฏิรูปงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้ามีการปฏิรูปวัฒนธรรมตำรวจไม่ควรมียศชั้น งานในการป้องกันอาชญากรรมคือตำรวจชุมชนซึ่ง ถ้าทำได้ดีประชาชนจะไว้ใจ แต่ปัจจุบันความไว้ใจของประชาชนที่มีต่อตำรวจต่ำมาก ควรโอนเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไปอยู่กับฝ่ายปกครองจะลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานได้มากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”
นายสมชายกล่าวต่อไปว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญ ตำรวจต้องมีอิสระในการสอบสวนปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหาร จากการศึกษาของคปก.เห็นว่าพนักงานอัยการต้องเข้าไปควบคุมดูแลการสอบสวน โดยอาจต้องเพิ่มพนักงานสอบสวน แต่อำนาจนี้ไม่ไ่ด้หมายความว่าจะต้องไปสอบสวนทุกคดี แต่ทำในคดีซับซ้อน คดีที่มีผู้ร้องเรียน คดีที่น่าสงสัย โดยการออกหมายค้นหมายจับต้องผ่านการอนุญาตของพนักงานอัยการ และการแจ้งข้อหาต้องให้พนักงานอัยการเห็นชอบก่อน ต้องมีวิธีให้พนักงานอัยการเข้าไปควบคุมการสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้
“อัยการต้องเข้าไปควบคุมการสอบสวน ไม่ใช่แค่มีส่วนร่วมในการสอบสวน หลักการการดำเนินคดีโดยรัฐ กระบวนการยุติธรรมมีในขั้นเจ้าพนักงานคือพนักงานสอบสวนและอัยการต้องเป็นกระบวนการเดียวกัน ส่วนศาลมีบทบาทตรวจสอบสำนวนฟ้องของอัยการและค้นหาความจริง ต้องสามารถเรียกพยานหลักฐานด้วยตัวเองได้ อีกทั้งโรงเรียนนายร้อยควรยกให้เป็นสถาบันสืบสวนสอบสวน” นายสมชายกล่าว

