ทนายหลวงพี่แป๊ะ ขนรถเบนซ์’สมเด็จช่วง’ส่งดีเอสไอ-ลั่นหากตรวจแล้วผิด-ดำเนินคดีผู้ขาย

7.03.16 | 17:02 น.

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 7 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความส่วนตัวพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เดินทางมายังดีเอสไอ เพื่อส่งมอบรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้กับดีเอสไอ โดยมี พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาคดีเอสไอ เป็นผู้รับรถยนต์คันดังกล่าวไว้

นายสุรพงษ์กล่าวว่า เป็นตัวแทนของหลวงพี่แป๊ะมาส่งมอบรถยนต์โบราณคันดังกล่าว ซึ่งการส่งมอบในครั้งนี้ สืบเนื่องจากดีเอสไอเคยบอกว่ารถมีความผิดอย่างไร แต่ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเรา จึงส่งมอบรถให้ดีเอสไอไปดำเนินการพิสูจน์ว่ารถคันนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ และถ้าผิดกฎหมายก็ให้ไปดำเนินคดีกับผู้ที่ขายรถให้ ซึ่งมีนายวิชาญ รัษฐปานะ เป็นผู้ขาย ซึ่งเป็นเจ้าของอู่วิชาญ เพราะเราเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ต้องหา นอกจากนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนทราบข่าวถึงกรณีที่มีการกำชับการตรวจสอบในประเด็นรถยนต์หรูกว่า 6,000 คัน ที่เข้าข่ายลักษณะเช่นเดียวกับเรา ดังนั้น การที่ดีเอสไอดำเนินการอย่างไรกับเรา ขอให้ใช้มาตรฐานเดียวกับรถยนต์ 6,000 คันด้วย และขอให้มีการเปิดเผยชื่อต่อสื่อมวลชนด้วยว่ารถจำนวน 6,000 คัน ที่อ้างว่าผิดกฎหมายมีรถของใครบ้าง ไม่ใช่เปิดเผยชื่อแต่รถของเราเพียงฝ่ายเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เมื่อใด นายสุรพงษ์กล่าวว่า ไม่สามารถให้ปากคำได้ เพราะพนักงานสอบสวนไม่เคยแจ้งข้อกล่าวหากับทางเรา และไม่ได้อยู่ในฐานะของผู้ต้องหา ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่เคยแจ้งว่าเป็นผู้ต้องหาเลย เพียงแต่เป็นผู้ที่ครอบครองรถ และสันนิษฐานว่ารถคันนี้อาจได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ส่วนพนักงานสอบสวนยังไม่มีหนังสือมาถึงว่าเป็นผู้ต้องหาอย่างไร แต่ยินดีให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ

“รถคันนี้สมเด็จช่วงส่งคืนให้ผู้บริจาคแล้ว และได้โอนลอยไปแล้ว รวมทั้งเป็นรายการ การโอนรถมาให้เรียบร้อยแล้ว รถคันดังกล่าวเป็นอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ เหมือนเราไปซื้อรถและมีการเซ็นหนังสือโอนลอยมาให้ ก่อนส่งมาให้เรา รถก็เลยมาเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของเรา ดังนั้น เราเป็นหนึ่งในผู้ที่บริจาคไปให้ ซึ่งมีหลายคนที่ร่วมกันบริจาค เราจึงเป็นผู้เสียหาย ซึ่งคนที่ขายรถให้เราได้กระทำความผิดอย่างไรเราไม่ทราบ” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนการส่งรถมาในวันนี้ เพื่อต้องการแสดงความบริสุทธิ์ว่ารถคันดังกล่าว ดีเอสไอออกข่าวหลายครั้งแล้วว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงส่งมาให้ตรวจ ทั้งนี้ ขอให้ออกเป็นหนังสือ อย่าแถลงข่าวว่ารถคันนี้ถูกหรือไม่ถูกกฎหมายอย่างไร ผิดมาตราไหน ข้อไหนอย่างไร และรถคันนี้ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ หรือเป็นผู้ต้องหา อย่าพูดคลุมเครือว่าเป็นรถของทางพระไปจดประกอบอะไรอย่างนี้ เพราะพระไม่ได้จดประกอบตั้งแต่วันแรกที่ตนเคยออกมาแถลงก่อนหน้านี้ เนื่องจากพระไม่มีความรู้ในเรื่องจดประกอบ เพียงแต่เป็นผู้ซื้อและเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกขายรถให้เท่านั้น

Advertisement

ด้าน พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ให้เป็นตัวแทนการรับมอบรถ ซึ่งจะนำรถไปเก็บรักษาไว้ลานจอดรถชั้น 8 อาคารไปรษณีย์ไทย ถนนแจ้งวัฒนะ ส่วนการดำเนินคดีขณะนี้ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษ โดยอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักคดีภาษีอากร ซึ่งจะรับไปทำการสอบสวนต่อไป ซึ่งรถทั้งหมดตามที่ได้รับข้อมูลจากกรมการขนส่งจะส่งเอกสารการครอบครองรถมาให้ดีเอสไอ หลังจากนั้น จะดำเนินการตามที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้ดำเนินคดีไปพอสมควรแล้ว

พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวต่อว่า ส่วนกระบวนการต่อจากนี้ หลังรับรถเบนซ์คันดังกล่าวไว้ จะทำบันทึกให้กับผู้รับมอบอำนาจจากสมเด็จช่วง สำหรับรถคันดังกล่าวอยู่ในการสอบสวน ซึ่งใครถูกหรือผิด ใครทำอย่างไรนั้น กระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร ทางดีเอสไอจะดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนตรวจสอบรถทางกายภาพถือว่ายุติแล้ว และวันนี้เพียงแต่รับรถไว้หลังจากส่งมอบรถให้ดีเอสไอ