องค์การนักศึกษาม.อ.ปัตตานี แสดงจุดยืนเอาผิดทหารเมากร่าง หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

10.08.17 | 12:12 น.

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานหลัง พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พร้อมผู้บังคับหน่วยทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง นำ ส.อ.ปรีชา อินทะรังษี สังกัด หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 22 ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนสั้นยิงข่มขู่นักศึกษา ม.อ.ปัตตานีเหตุเกิดช่วงคืนวันที่ 8 ส.ค. มาแถลงข่าวและมีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษและขอรับผิดทั้งทางคดีตามกฏหมาย รวมทั้งการลงโทษทางวินัยกับการกระทำ ซึ่งหลังการแถลงข่าวกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ของมหาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่างวิตกว่าการดำเนินคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมเตรียมยื่นหนังสือให้ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ช่วยกำกับดูแลกระบวนการและการดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฏหมายและเป็นธรรม

ล่าสุดทางองค์การบริหาร องค์การนักนักศึกษามหาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตนีได้ออกแถลงการณ์ขอแสดงจุดยืนว่า การใช้เหตุรุนแรงต่อพลเรือนเป็นการกระทำที่ไม่อาจรับได้ พร้อมเรียกร้องทุกภาคส่วนร่วมผลักดันกระบวนการยุติธรรมดำเนินการกับผู้กระทำผิด ที่ใช้ความรุนแรง เป็นการละเมิดต่อชีวิตมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด โดยในแถลงการณ์ยังระบุถึงเหตุดังกล่าวยืนยันว่าทุกคนมีโอกาสเป็นเหยื่อได้อย่างเท่าเที่ยมกัน ดังนั้นขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างมาตรการความปลอดภัยและปกป้องพลเรือนจากการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นทางกองทัพก็ต้องยอมรับผิด เพราะเป็นช่วงที่ผู้กระทำผิดอยู่ในช่วงลาพัก แล้วยังไปก่อเหตุดังกล่าวขึ้น แต่การเป็นทหารอาชีพถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงพักหรือไม่ได้ลาพักทหารก็คือทหาร เมื่อมีการกระทำผิดกฎหมายหรือผิดวินัยก็ต้องได้รับการลงโทษ ขั้นต้นการสอบสวนรู้ว่ามีการกระทำผิดจริงและได้นำตัวเข้ามาควบคุมจำขังแล้ว จากนั้นก็อยู่ในขั้นกระบวนการส่งตัวกลับไปยังต้นสังกัดกองทัพภาคที่ 2 และทางหน่วยต้นสังกัดก็จะมีการควบคุมจำขังในคุกทหาร พร้อมทั้งลงโทษทั้งทางคดีตามกฎหมายและทางวินัยในเรื่องการให้บำเหน็จ

พล.ท.ปิยวัฒน์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า การปฏิบัติตนของกำลังพลทุกหน่วยไม่ใช่เฉพาะแต่ในช่วงหลังเกิดเหตุนี้ แต่ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ชีวิตการเป็นทหารอย่าได้ไปทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมาย หรือสิ่งที่ไม่ดี เพราะคนเป็นทหารก็รู้อยู่แล้วถึงจะใส่เครื่องแบบ หรือนอกเครื่องแบบแล้วถือปืนไปทำผิด มันก็ไม่ต่างอะไรกับโจร ดังนั้นก็ต้องยึดถือวินัยให้ได้ละต้องรู้จักตนเองให้ดี ตรงนี้ผู้บังคับบัญชาจะต้องกวดขันเพราะแต่ละคนมาจากต่างพ่อต่างแม่ แต่ละครอบครัว ก็มีการปกครองไม่เหมือนกัน เมื่อมาอยู่ร่วมกันก็ต้องขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลของผู้บังคับหน่วย และอัตราเสี่ยงที่จะเกิดเหตุนั้นมันก็เหมือนกับประชาชนทั่วไป บางครั้งการกระทำอาจจะหลุดกรอบวินัยไปบ้างก็ต้องยอมรับ แต่เมื่อมีการกระทำโดยไม่มีวินัยไม่ว่าจะอยู่ในห้วงการปฏิบัติงานหรือช่วงลาก็ต้องรับผิดชอบ ต้องยอมรับทั้งด้านกฎหมายและวินัย เพราะทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร อาชีพอะไร ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งนั้น และกรณีนี้ไม่ต้องเป็นกังวนเพราะได้สั่งการลงไปแล้วให้มีการดำเนินการตามกฏหมายทั้งการคุมขังและเช้านี้จะเร่งนำตัวส่งกลับ ไปยังหน่วยต้นสังกัดที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและต้องถูกคุมขังอยู่ที่คุกต้นสังกัดและต้องงดบำเหน็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวนดำเนินคดี ส.อ.ปรีชา อินทรังษี อายุ 31 ปี สังกัด หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 22 ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ 2 เป็นหน่วยเสริมปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งจากการกระทำผิดดังกล่าวทางพนักงานได้แจ้งข้อหา ซึ่งอยู่ในช่วงลาพัก แต่ได้กระทำผิดวินัย เรื่อง การดื่มสุราและถูกแจ้งความดำเนินคดีทางอาญา ในขั้นต้นคือ ฐานความผิด (1)พยายามฆ่าโดยเจตนา (2) ข่มขู่ให้ตกใจกลัว (3)ทำให้เสียทรัพย์ (4) พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว หรือ มีเหตุอันควร และ (5) ยิงปืนที่ใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในหมู่บ้าน หรือ ที่ชุมนุมชน รวมฐานความผิด 5 ฐาน เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ขณะนี้ฝากขังอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

Advertisement