“สรยุทธ”วืดประกัน ศาลอุทธรณ์ส่งศาลฎีกาชี้ หลังจำคุก13ปี4 เดือน คดีเงินโฆษณาคุยคุ้ยข่าว ส่งเรือนจำ

29.08.17 | 11:33 น.

ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก “สรยุทธ” 13 ปี 4 เดือน คดีเงินโฆษณาคุยคุ้ยข่าว เจ้าตัวยื่นฎีกา

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บริษัท อสมท จำกัด มหาชน บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดย นางสาวอังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ นางสาวสุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ส้ม นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่ส้ม และ นางสาวมณฑา ธีระเดช พนักงาน บริษัทไร่ส้ม เป็นจำเลย 1-4

ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502

คดีนี้อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ถึง 28 เมษายน 2549 นางพิชชาภา ซึ่งเป็นพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บริษัท อสมท ได้จัดทำคิวโฆษณารวม ในรายการ “คุย คุ้ยข่าว” ซึ่งก่อนออกอากาศนางพิชชาภาใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลาจาก บริษัท ไร่ส้ม จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บรษัท อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากบริษัท ไร่ส้ม และจำเลยร่วม เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภาไม่รายงานการโฆษณา ทำให้เกิดความเสียหายแก่ บริษัท อสมท โดยบริษัท ไร่ส้ม นายสรยุทธและนางสาวมณฑา จำเลยที่ 2 ถึง 4 เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิด และมอบเช็คธนาคารธนชาติ สาขาพระราม 4 สั่งจ่ายเงินให้นางพิชชาภา

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

Advertisement

ซึ่งศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมานั้นชอบแล้ว จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า นางพิชชาภา อดีตพนักงาน บริษัท อสมท มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ จำคุก 20 ปี ส่วนนายสรยุทธและนางสาวมณฑา พนักงานบริษัทไร่ส้ม มีความผิดฐานสนับสนุน จำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ บริษัท ไร่ส้ม รวม 80,000 บาท

ซึ่งนายสรยุทธระบุว่า จะยื่นฎีกาต่อสู้ดีและปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา และยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว

สำหรับคดี บริษัท ไร่ส้ม และนายสรยุทธ นอกจากความผิดดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีอีกสำนวนที่ บริษัท อสมท ได้แจ้งความฐานปลอมเอกสารจากมูลเหตุเดียวกัน ซึ่งฝ่ายจำเลยได้ต่อสู้คดีขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นคำฟ้องอัยการโจทก์ว่าจะเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีทุจริต ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็เห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำ ศาลได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องของอัยการโจทก์จึงระงับไปศาลให้จำหน่ายคดีปลอมเอกสารนี้ออกจากสารบบความ

นอกจากนี้ยังมีคดีที่ บริษัท อสมท ยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลแขวงพระนครเหนืออีกหนึ่งสำนวน โดยยื่นฟ้องนางพิชชาภา อดีตพนักงาน บริษัท อสมท นายสรยุทธกับพวก ซึ่งเป็นพนักงาน บริษัท ไร่ส้ม รวม 6 คน ฐานร่วมฉ้อโกงไป โดยคดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือ นัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 17 ตุลาคม นี้

ขณะบรรยากาศที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีการนำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่สื่อมวลชน และอนุญาตให้สื่อมวลชนขึ้นฟังการพิจารณาโดยส่งตัวแทนเข้าฟังจำนวน 3 คนเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอ

ซึ่งวันนี้นายสรยุทธเดินทางมาร่วมกับจำเลยทั้งหมด แต่ได้ขึ้นไปห้องพิจารณาโดยใช้ประตูด้านหลังศาล โดยมีนางสาวพิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ หรือไบร์ท และทีมงานรายการข่าวเดินทางให้กำลังใจด้วย

สำหรับตามหลักการจำเลยมีสิทธิในการยื่นขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่

ส่วนการยื่นฎีกาคดีของนายสรยุทธ คู่ความสามารถยื่นฎีกาในข้อกฎหมายได้ตามขั้นตอนปกติ ภายใน 30 วัน เนื่องจากคดีนี้ยื่นฟ้องก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2559 ก่อนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจัดตั้งขึ้น และกฎหมายใหม่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีทุจริตยังไม่ได้บังคับใช้ในขณะนั้น คดีนี้จึงดำเนินการตามกฎหมายทั่วไป

หากเป็นคดีที่ยื่นฟ้องภายหลังวันที่  1 ตุลาคม 2559 ระบบการฎีกาจะใช้ระบบการอนุญาตโดยผู้พิพากษาจะพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่

ขณะที่การพิจารณาคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะใช้ระบบการไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายในการแสวงหาข้อเท็จจริง องค์คณะผู้พิพากษาสามารถเรียกเอกสารหลักฐานนอกเหนือจากที่ปรากฎในสำนวนของ ป.ป.ช. และอัยการได้

ต่อมา เวลา 11.00 น. นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความของนายสรยุทธ เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินยืนโทษจำคุกและโทษปรับตามศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยทั้ง 4 คน ว่า เตรียมจะยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดและบัญชีเงินฝากขอประกันตัวระหว่างฎีกา ซึ่งเดิมชั้นต้น ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดไว้ซึ่งศาลตีประกันชั้นต้นคนละ 2 ล้านบาท ซึ่งวันนี้ต้องรอดูว่าศาลจะพิจารณาตีหลักทรัพย์อย่างไร และสำหรับการยื่นฏีกาคดีนี้สามารถยื่นได้ตามขั้นตอนของกฏหมายเดิมทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฏหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ทนายความได้เดินไปบริเวณใต้ถุนศาลซึ่งเป็นห้องควบคุมจำเลยก็ได้มีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด

ต่อมา นายสรยุทธยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินฝากคนละ4ล้านบาทเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลเห็นควรส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาประกันต่อไป ทั้งนี้ศาลอาญาทุจริตฯได้ออกหมายขังจำเลยทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวนายสรยุทธกับพวกไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยในส่วนจำเลยที่เป็นผู้หญิงนำไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ระหว่างรอคำสั่งประกันจากศาลฎีกา ทั้งนี้คาดว่าอาจใช้เวลาพิจารณาไม่นานถ้าเอกสารหลักฐานและหลักทรัพย์พร้อม