ความคืบหน้าภายหลังศาลจังหวัดกาญจนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ชาวกะเหรี่ยง 151 คนบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ชนะคดีหลัง มอบอำนาจให้สภาทนายความ และองค์กรสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้อง บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัดกับพวกรวม 7 คน เป็นจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ โรงแต่งแร่คลิตี้ ทำสารตะกั่ว รั่วไหลลงลำน้ำบ้านคลิตี้จนชาวบ้านได้รับสารตะกั่วเป็นอันตราย เรียกค่าเสียหาย1พันล้านบาทเศษ ตั้งแต่ปี2550 เเต่ศาลพิพากษาให้ชดใช้เงินชดเชย ค่าเสียหาย 36 ล้านบาทเศษ แก่ชาวกะเหรี่ยงทั้ง 151คน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ตั้งแต่วันยื่นฟ้อง และให้เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ให้มีสภาพตามเดิมนั้น เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กันนายน ว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ กล่าวว่า ในชั้นบังคับคดี ชาวบ้านมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา ขั้นตอนจากนี้คือ เมื่อศาลออกคำบังคับตามคำพิพากษา ถือว่าจำเลยทราบคำบังคับแล้ว คำบังคับจะมีผลทันที และจำเลยต้องมาชำระหนี้ตามที่กำหนด หากยังเพิกเฉย ทนายความต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อสืบหาทรัพย์และยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเพื่อชดใช้เงิน 36 ล้านบาทเศษพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ
ว่าที่พ.ต.สมบัติ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่ศาลให้เร่งฟื้นฟูห้วยคลิตี้ให้มีสภาพตามเดิม ถือว่าเป็น”หนี้กระทำการ” ที่จำเลยต้องปฏิบัติตามโดยเร็ว และเป็นการชำระหนี้เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาคบังคับคดีที่แก้ไขใหม่ปีพ.ศ.2560 ได้ปรับปรุงกฎหมายให้บังคับคดีได้เร็วขึ้นและเป็นประโยชน์แก่คู่ความ กล่าวคือในมาตรา358 วางหลักว่าในกรณีเป็นหนี้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าการกระทำนั้นเป็นกรณีที่ให้บุคคลภายนอกกระทำแทนได้ เจ้าหนี้คือชาวบ้านอาจมีคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลสั่งอนุญาตให้บุคคลภายนอกกระทำการนั้นแทนลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยให้ลูกหนี้(จำเลย)เป็นคนเสียค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเพราะการนี้ ให้ถือว่าเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่ลูกหนี้ต้องจ่ายอีกโดยที่ชาวบ้านไม่ต้องไปฟ้องใหม่
ด้านนายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย กล่าวว่า โดยหลักแล้วสภาทนายความต้องช่วยชาวบ้านต่อไป ในชั้นบังคับคดี โดยขอให้มีตัวแทนชาวบ้านมายื่นคำร้องขอทนายความในชั้นบังคับคดีที่สภาทนายความได้ทันที

