‘ปปง.’ อายัด6แสน ‘เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน’ อ้างบิ๊ก ธ.ก.ส. ลวงเปิดบัญชี แต่ไม่มีผลกำไรจริง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 มีนาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. ร่วมกับนายสันติ เจริญสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แถลงผลอายัดทรัพย์เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนหลอกให้เปิดบัญชีแต่ไม่มีผลกำไรจริงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 4/2559 เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมเกษตรกรไทยกับพวกและผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ จึงมีมติอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน 146 รายการ บัญชีรวมเป็นเงิน 6 แสนบาท

พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวว่า ตามที่ ธ.ก.ส.มีหนังสือรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยของวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมเกษตรกรไทยกับพวก เพื่อให้ ปปง.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จากการตรวจสอบพบเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมเกษตรกรไทยกับพวกเปิดบัญชีกับ ธ.ก.ส.หลายพื้นที่ 19 สาขา รวม 146 บัญชี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนไทยมีเงินบำนาญ ปลดภาระหนี้สิน และลดช่องทางการจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง และมีการเสนอผลตอบแทนให้สมาชิกสูงเกินความเป็นจริง พฤติการณ์ของเครือข่ายมีการโฆษณาเชิญชวนให้ลูกค้าและประชาชนสมัครเข้าเป็นสมาชิก จัดประชุมสัมมนาเชิญชวนบุคคลทั่วไป

พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวต่อว่า ให้เปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. นำเงินเข้าบัญชีเครือข่ายเป็นประจำทุกเดือน มีการตั้งเครือข่ายประจำจังหวัด เพื่อหาสมาชิกให้แต่ละพื้นที่เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินค่ารับสมัครและเงินตามโครงการที่สมาชิกเครือข่ายประสงค์จะเข้าร่วม โดยเสนอแผนการดำเนินงานและผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงในช่วงระยะสั้น เช่น ออมเงินเดือนละ 1,000 บาท สามารถกู้เงินได้วงเงิน 1 ล้านบาทโดยไม่เสียดอกเบี้ย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเครือข่ายมีการดำเนินการประกอบธุรกิจหรือกระทำการใดๆ ที่จะได้ผลตอบแทนที่เพียงพอจะให้สมาชิกตามคำประชาสัมพันธ์เชิญชวน

ด้านนายสันติกล่าวว่า สำหรับชื่อของโครงการร้านค้าชุมชนสวัสดิการเพื่อสร้างระบบบำนาญให้กับประชาชน เปิดโครงการมาสักระยะเวลาหนึ่ง มาติดต่อขอเปิดบัญชีกับ ธ.ก.ส.ตามสาขาต่างๆ จากการตรวจสอบของธนาคารพบว่ามีการโฆษณาชักชวนให้ประชาชนทั่วไปมาสมัครเป็นสมาชิก มีการเสนอผลตอบแทนให้สมาชิกในลักษณะสูงเกินกว่าจะเป็นตามกฎหมาย ในฐานะของธนาคาร ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อธนาคารตรวจสอบพบจึงมีหน้าที่รายงานให้ ปปง.ทราบ โดยพบว่าลักษณะการกระทำมีเหตุอันควรสงสัยเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำความผิดว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน อยู่ในฐานความผิด พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542

นายสันติกล่าวต่อว่า พบข้อเท็จจริงว่าโครงการดังกล่าวมีเงื่อนไขคือการใช้ ธ.ก.ส.เป็นสถานที่รับฝากเงินของการเริ่มโครงการนี้ เงื่อนไขคือ เมื่อผู้สมัครเป็นสมาชิกต้องเปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. และทำหนังสือยินยอมไว้เบื้องต้นว่าให้โอนเงินของตัวเองจากบัญชีเงินฝากของตัวเองเข้าบัญชีของเครือข่ายนี้ได้ โดยข้อเท็จจริงยังพบว่ามีเอกสารหลายรายการที่นำรูปของผู้บริหาร ธ.ก.ส.ไปกล่าวอ้าง โดยระบุว่าผู้บริหารระดับสูงของ ธ.ก.ส.เห็นด้วยกับโครงการนี้ มีการนำรูปของผู้บริหารในพื้นที่เครือข่ายจดทะเบียนที่จ.เพชรบูรณ์ และล่าสุดยังพบด้วยว่ามีการนำเอกสารไปเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตกับบริษัทหนึ่ง เชื่อมโยงกับการขายตรง และใช้เหตุผลว่าทางผู้บริหาร ธ.ก.ส.เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว

บทความก่อนหน้านี้คำสั่ง “คสช.” ว่าด้วย “สิ่งแวดล้อม” ขัดแย้ง “ใหม่”
บทความถัดไปกองทัพพม่าเสนอชื่อ‘มินต์ ส่วย’ อดีตสมาชิกสายเหยี่ยวในรบ.ทหารเป็นรองประธานาธิบดี