กองปราบรวบชายคดีฉ้อโกง ตุ๋นเหยื่อร่วม”จัดซื้อคอมฯสพฐ.” อ้างซี้ทีมงาน”บิ๊กป้อม”-บิ๊กศธ.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รรท.ผบก.ป.มอบ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ต.เอกพล ปัญจมานนท์ สว.กก.2 บก.ป.นำกำลังเข้าจับกุม นายมังกร สมทรัพย์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72 หมู่ 14 ต.เกษตรวิสัย อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง จับกุมได้ที่หน้าบ้านพักของผู้ต้องหา

สืบเนื่องจากมีพฤติการณ์ ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ “หนุ่ม-ภาสกร สมทรัพย์” และ “พระมังกร ปิยธรรมโม” แอบอ้างเป็นนายทหารที่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ หลอกลวงผู้เสียหายที่เป็นข้าราชการทหาร และตำรวจ ว่ามีโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วยวงเงิน 55 ล้านบาทชักชวนผู้เสียหายนำเงินมาร่วมลงทุนในโครงการ นอกจากนี้ยังอ้างว่าเป็นญาติกับอดีตส.ส.ร้อยเอ็ด ก่อนระบุว่าทาง อบต.ในจ.ร้อยเอ็ด กำลังมีโครงการจัดซื้อเครื่องเล่นมอบให้กับสนามเด็กเล่นของโรงเรียนในพื้นที่ และโครงการขุดลอกคูคลองสาธารณะเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม สามารถช่วยเหลือให้ผู้เสียหายได้รับการประมูลโครงการดังกล่าว แต่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการให้ โดยมีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้กับผู้ต้องหานับล้านบาท อย่างไรก็ดี ภายหลังผู้เสียหายได้ติดต่อเพื่อขอลงพื้นที่ซึ่งจะมีการดำเนินโครงการ ทางผู้ต้องหากลับบ่ายเบี่ยงอ้างเหตุผลติดขัด หรือปัญหาอุปสรรคต่างๆ จนเมื่อถูกรบเร้า ซักถามมากเข้า กลับแจ้งต่อผู้เสียหายว่าโครงการถูกยกเลิกแล้ว ส่วนเงินค่าดำเนินการที่ได้มาจะโอนคืนให้ แต่เมื่อถึงกำหนดการโอนเงิน กลับไม่มีการโอนให้ ผู้เสียหายจึงมั่นใจว่าถูกหลอกลวง และได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้

สอบสวนรับสารภาพว่า ก่อเหตุจริง โดยาศัยความสนิทสนมกับคนรู้จักที่ทำงานให้กับพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคนรู้จักรายนี้เคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ จึงนำไปแอบอ้างกับผู้เสียหาย ส่วนกรณีที่กล่าวอ้างถึงอดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด นั้น เพราะเป็นญาติกันจริง ที่ผ่านมาได้หลอกลวงผู้เสียหายที่เป็นทหารและตำรวจเพียง 2 รายเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ต้องหารายนี้ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง และต้องโทษจำคุกในเรือนจำกลางจังหวัดร้อยเอ็ด เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อปี 2555 ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติยังพบว่ามีประวัติต้องคดีอาญา รวม 19 คดี ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงต่างๆ อาทิ ความผิดตาม พ.ร.บ.เช็ค หรือคดีลักทรัพย์ โดยถูกศาลออกหมายจับมาแล้ว 9 หมายจับ ถูกดำเนินคดีไปแล้ว 6 คดี และยังคงหลบหนีอีก 3 คดี เบื้องต้นชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

บทความก่อนหน้านี้Baania ชี้ย่านโดนใจสาวโสดเมืองกรุง เน้นเดินทางสะดวก แถมต้องมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต
บทความถัดไป‘ขบ.-ทรูฯ’ร่วมพัฒนาระบบ GPS รถบรรทุกเพื่อยกระดับบริการสาธารณะ